“สาร์รัฐ” รองผู้อำนวยการ สนพ. ระบุเกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 3,600 เมกะวัตต์ เป็นอำนาจ กกพ. ให้สิทธิกลุ่มยื่นประมูลรอบแรกเข้าชิงเค้ก 60% ก่อนเปิดที่ว่างให้รายใหม่ เตรียมนำเรื่องเข้า กบง. ปรับปรุงหลักเกณฑ์ พร้อมรับข้อสั่งการ “พีระพันธุ์” รมว.พลังงาน ประสาน กกพ. พิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่
วันที่ 29 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ทบทวนการออกสัมปทานรับซื้อพลังงานหมุนเวียน 3,600 เมกะวัตต์ ซึ่งระบุว่า อาจเอื้อกลุ่มทุนนั้น
สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ได้ออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ภายใต้ประกาศ กกพ. เรื่อง รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FIT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 (เพิ่มเติม) จำนวนประมาณ 3,600 เมกะวัตต์ เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน จำนวนประมาณ 5,200 เมกะวัตต์
โดยในโครงการ 3,600 เมกะวัตต์นี้ กกพ.จะแบ่งการรับซื้อหรือการประมูลออกเป็น 2 โครงการย่อย คือ โครงการรับซื้อไฟฟ้าขนาดประมาณ 2,100 เมกะวัตต์ และโครงการรับซื้อไฟฟ้าขนาดประมาณ 1,500 เมกะวัตต์
นายสาร์รัฐ ประกอบชาติ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน จำนวนประมาณ 5,200 เมกะวัตต์ เพื่อให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ตั้งเป้าสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจำนวนประมาณ 12,000 เมกะวัตต์

และได้เห็นชอบปรับแผนรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพิ่มอีก 3,668.5 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันเปิดรับซื้ออยู่ 5,203 เมกะวัตต์ ซี่งเป็นที่มาของการเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรอบที่ 2 โดยทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็น Regulator หลักในการจัดทำร่างฯประกาศรับซื้อ
และทำประชาพิจารณ์เพื่อนำความเห็นมาปรับปรุงหลักเกณฑ์ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ทาง กบง.ก็มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว
สำหรับการประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรอบที่สอง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกเป็นการประกาศรับซื้อจากกลุ่มที่เคยยื่นข้อเสนอผลิตไฟฟ้าประเภทพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ซึ่งได้ผ่านเกณฑ์ความพร้อมทางด้านเทคนิคขั้นต่ำ (Pass/Fail Basis) และได้รับการประเมินความพร้อมตามเกณฑ์คะแนนคุณภาพ (Scoring) ภายใต้โครงการ แต่ไม่ได้รับการคัดเลือกเพราะเกินจำนวนเป้าหมายเนื่องจากมีผู้ยื่นเสนอเป็นจำนวนมาก

ซึ่ง กพช.เคยได้ให้แนวทางไว้ว่าผู้ที่มีความพร้อมยื่นมาแล้วและผ่านการพิจารณาก็ควรให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้ก่อนถึง 60% ของสัดส่วน 3,600 เมกะวัตต์ ขณะที่กลุ่มที่เหลือจะมีการเปิดให้รายใหม่ยื่นเสนอเพิ่มเติม เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงพลังงานที่จะต้องจัดหาพลังงานสะอาดให้ได้ตามเป้าที่กำหนดไว้ และเร่งให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปสนับสนุนนโยบายอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว หรือ Utility Green Tariff (UGT)
อย่างไรก็ตาม สนพ.ได้ดำเนินการเสนอเรื่องการปรับปรุงหลักเกณฑ์เข้าที่ประชุม กบง. ส่วนการพิจารณาความเหมาะสมของหลักเกณฑ์ สนพ.จะต้องรับนโยบายจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งเบื้องต้นรัฐมนตรีก็ได้มีข้อสั่งการให้ สนพ. เตรียมข้อมูลและประสานไปยัง กกพ. พิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์ดังกล่าว
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 นายพีระพันธุ์ได้ตอบกระทู้ถามสดในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับกรณีการเปิดรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน โดยยืนยันว่าตนและข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงานไม่เห็นด้วยกับการกำหนดหลักเกณฑ์ที่มีความเสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์
ซึ่ง กกพ.ที่เป็นผู้ดำเนินการนั้นเป็นองค์กรอิสระ กระทรวงพลังงานไม่มีอำนาจบังคับบัญชา แต่ก็ได้ใช้อำนาจตามที่มีอยู่ โดยทำหนังสือทักท้วงพร้อมกับขอให้ทบทวนโครงการไปยัง กกพ.แล้วเป็นที่เรียบร้อย โดยเบื้องต้นได้รับการแจ้งว่าที่มาที่ไปทำให้เกิดข้อผิดพลาดดังกล่าว เกิดจากความผิดพลาดในการทำมติที่ประชุมซึ่งจะได้ดำเนินการแก้ไขต่อไป และเมื่อมีการทบทวนในเรื่องนี้ให้รอบคอบและถูกต้องแล้ว ก็จะรายงานไปยังคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช.ต่อไป
ด้านนายพีระพันธุ์กล่าวอีกว่า กระบวนการทั้งหมดคาดว่าจะดำเนินการแก้ไขแล้วเสร็จในระยะเวลา 1 เดือน และขอยืนยันว่า ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้มีการกำกับ ติดตามอย่างใกล้ชิดตลอดมา