Skip to content

แนะรับมือ ‘ทรัมป์ 2.0’

05 ธ.ค. 2567 | 11:30น.
แนะรับมือ ‘ทรัมป์ 2.0’
บทบรรณาธิการ

ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักวิชาการผู้เขียนหนังสือ “Twists and Turns คิดเปลี่ยนในโลกหักมุม” โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “4 ‘ทวิสต์ & ทรัมป์’ สำหรับปี 2025” วิเคราะห์แนวโน้มจากนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ว่ามีข้อสังเกต 4 ประการเกี่ยวกับรัฐบาลใหม่ของสหรัฐ และสงครามการค้าที่ควรเตรียมรับมือ

ข้อแรก คนทำดีลไม่ใช่คนทำนโยบาย นายทรัมป์จะเป็นผู้วางนโยบายที่กระทบต่อทั้งโลกมากที่สุด แต่ผู้เคยเจรจาชี้ว่าทรัมป์คือนักเจรจา/นักทำดีล ไม่ใช่นักทำนโยบาย นโยบายปรับเปลี่ยนได้เสมอ ขึ้นอยู่กับดีลที่อยากได้ จะอ่านเกมให้ขาดต้องช่วยกันเดาว่าเขาต้องการดีลอะไร แต่ไม่ได้แปลว่านโยบายของทรัมป์จะไม่ดุดัน ตรงกันข้าม นักเจรจารู้ดีว่าการเจรจาต้องเริ่มจากไม้แข็ง เพื่อให้ฝั่งตนเองได้เปรียบ และทุบโต๊ะให้คนรีบมาที่โต๊ะเจรจา ดังนั้น สงครามการค้าปีหน้าน่าจะดุดันเป็นพิเศษ

ข้อ 2.ทรัมป์ 2.0 อาจไม่เหมือนทรัมป์ 1.0 จุดเด่นของทรัมป์คือ การที่คาดเดาได้ยาก รอบนี้เขามีประสบการณ์การเป็นผู้นำรัฐบาลสหรัฐ มีทั้งสภาล่างและบนอยู่ในมือ ครั้งนี้เป็นเทอมสุดท้าย เป็นโอกาสสุดท้ายที่ “เช็กบิล” และไว้ลายให้โลกจำ สงครามการค้าอาจเข้มข้นกว่ายุคก่อน และมีผลกระทบกับประเทศต่าง ๆ รวมทั้งไทยอย่างมากทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรง 1 : หากอเมริกาตั้งกำแพงภาษีใส่ทุกประเทศ ไทยกระทบด้วย ทางตรง 2 : กำแพงภาษีปิดช่องสินค้าจีนที่มาตั้งโรงงานในไทยเพื่อส่งออกไปอเมริกา ไทยจะโดนหางเลข ทางอ้อม 1 : กำแพงภาษีใส่จีนบีบให้จีนต้องระบายสินค้ามาที่อาเซียนและไทยมากขึ้น ทางอ้อม 2 : หากจีนสู้กำแพงภาษี ปล่อยค่าเงินหยวนอ่อนลง จะแข่งกับสินค้าไทยในตลาดอื่น ทางอ้อม 3 : ความไม่แน่นอนทำให้ธุรกิจทั่วโลกชะลอการลงทุน เพื่อรอดูสถานการณ์ จะฉุดการค้าโลกตั้งแต่ก่อนมาตรการออกมา

ข้อ 3.อีกความย้อนแย้งก็คือ นายทรัมป์อยากให้ดอลลาร์อ่อนลง แต่ชุดนโยบายล้วนทำให้ดอลลาร์แข็งขึ้น อาจสร้างความผันผวนให้ตลาดการเงินเพิ่มไปอีก

และข้อ 4.อยากทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่ แต่นโยบายอาจกลับทำให้อาเซียนยิ่งใหญ่ขึ้น ดังธีมในหนังสือ Twists and Turns ที่ว่าในทุก “ทวิสต์” ย่อมมีโอกาส “เทิร์น” สงครามการค้า 2.0 ที่ดุดันในปีหน้า ส่งผลบวกกับอินเดีย อาเซียน และไทยในระยะยาว ทุนของจีนจะเร่งตัวมาที่เอเชียตอนใต้กว่าเดิม ต่อไปไม่เพียงเงินทุน แต่จะมี Talent หรือหัวกะทิ ผู้ประกอบการเก่ง ๆ มาสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ในตลาดนี้ “ตาอยู่” คือกลุ่มอาเซียนรวมทั้งไทย มากน้อยขึ้นอยู่กับว่าเราพร้อมตักตวงแค่ไหน ไทยจะเป็นแค่ “เปลือกห่อ” สินค้าไปตะวันตก หรือมาพร้อม “แก่น” ความรู้และเทคโนโลยีที่ไทยต่อยอดได้

ดร.สันติธารระบุตอนท้ายว่า ทั้ง 4 ทวิสต์ในยุคของทรัมป์ 2.0 ชี้ไปในทางเดียวกันว่า สถานการณ์โลกและอาเซียนอาจจะเป็นเหมือนตัว “J” คือจะแย่ลงก่อนในปีหน้า ก่อนที่ร้ายกลายเป็นดีหากรู้จักฉกฉวยโอกาส คำเตือนของ ดร.สันติธารชี้ว่า การค้าระหว่างประเทศจะมีปัญหา แต่ไทยและอีกหลายประเทศอาจพลิกสถานการณ์ให้ตัวเอง แต่ต้องมีกลยุทธ์และรู้จักสร้างโอกาส