กำแพงภาษีสินค้าจีนยุคทรัมป์ 1.0 ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่าที่คาด
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ภาพโดย REUTERS/Eduardo Munoz
จากการวิจัยของเฟดสาขานิวยอร์กรายงานว่า ภาษีสมัยแรกของทรัมป์ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่าที่มีการประเมินไว้ในอดีต
5 ธันวาคม 2024 บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ตามผลการศึกษาใหม่ที่จัดทำขึ้นโดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก พบว่ากำแพงภาษีสินค้าจีนที่ทรัมป์เรียกเก็บระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีวาระแรก ส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่าที่มีการประเมินไว้ในอดีต
ขณะที่ทรัมป์ยังคงข่มขู่อยู่เรื่อย ๆ ว่าจะขึ้นกำแพงภาษีให้รุนแรงขึ้นอีก หลังขึ้นดำรงตำแหน่งอีกครั้งในเดือนมกราคม 2025 ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้แก่แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐเพิ่มขึ้นกว่าเดิม
นักวิจัยจากเฟดสาขานิวยอร์กระบุว่า ภาษีที่ทรัมป์ประกาศขึ้น 10% ในปี 2018 และ 50% ในปี 2019 ต่อสินค้านำเข้าจากจีนรวมแล้วมูลค่ากว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 10 ล้านล้านบาท) นำมาซึ่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่าประมาณการในอดีตอย่างมาก
นักวิจัยพบว่าตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลง 11.5% เป็นเวลานานนับสัปดาห์ หลังการประกาศขึ้นภาษี ทำให้หลายบริษัทสูญมูลค่าหุ้นกว่า 4.1 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 140 ล้านล้านบาท)
นักวิจัยกล่าวว่า การประกาศขึ้นภาษีของทรัมป์ทำให้นักลงทุนเลือกใช้กลยุทธ์ ‘Flight to Safety’ หรือเลือกย้ายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น เช่น พันธบัตรรัฐบาล ทำให้บอนด์ยีลด์ลดลง และผลตอบแทนของหุ้นเมื่อเทียบกับผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยงสูงขึ้น
เมื่อรวมปฏิกิริยาตลาดและผลกระทบต่อเงินปันผล รายได้จากดอกเบี้ย ค่าจ้างแรงงาน ไปจนถึงรายได้ภาษีเข้าด้วยกัน นักวิจัยพบว่ากำแพงภาษีของทรัมป์ทำสังคมมีสวัสดิการคาดหวังลดลง 3% มากกว่าที่เคยมีการประเมินไว้
นักวิจัยระบุในรายงานว่า ประมาณการครั้งใหม่พบค่าสูงกว่าประมาณการสวัสดิการ ด้วยแบบจำลองการค้าแบบมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ช่วยให้เข้าใจได้ว่าแบบจำลองอื่น ๆ อาจมองข้ามปัจจัยสำคัญ เช่น ภาษีจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างไร เช่น ภาษีอาจลดทอนการเกิดนวัตกรรม เพิ่มความไม่แน่นอนในการลงทุน หรือลดทอนเสถียรภาพของนโยบายการค้าโลก