กลาโหมกัมพูชายันไม่ได้ถอนทหาร-กต.ไทยชี้สถานการณ์ยังเปราะบาง
กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ ยืนยันว่ากัมพูชาไม่ได้ถอนทหาร ขณะที่กระทรวงต่างประเทศไทยแถลงว่า การกลบคูเลตและการปรับกำลังให้ไปอยู่ตามแนวเดิมร่วมกันเป็นสัญญาณที่ดี แต่สถานการณ์ยังเปราะบาง จึงคงมาตรการเปิด-ปิดด่าน อีกทั้งลดระยะเวลาพำนักวีซ่าชาวกัมพูชาในไทยเหลือแค่ 7 วันตอบโต้กัมพูชา พร้อมยกระดับมาตรการปราบแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์ตามแนวชายแดน
ขแมร์ ไทม์ สื่อกัมพูชารายงานว่า กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน โดยยืนยันว่ากัมพูชาไม่ได้ถอนทหารออกจากดินแดนอธิปไตยของตน
แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเน้นย้ำประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
1.กองทหารกัมพูชาไม่ได้ถอนทหารออกจากพื้นที่ใด ๆ ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา โดยเฉพาะจากตำแหน่งที่ยึดครองมายาวนาน
2.การเตรียมกำลังทหารของกองทัพกัมพูชาทั้งหมด รวมถึงการประจำการ การส่งกำลัง การปรับเปลี่ยน และการระดมพล ดำเนินการอย่างเคร่งครัด ภายในอำนาจอธิปไตยของชาติ และมุ่งเป้าไปที่การปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาเท่านั้น
3.แม้ว่ากองทัพกัมพูชาจะสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ แต่กองทัพกัมพูชายังคงเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะทำตามคำสั่งของรัฐบาลในการปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศจากการพยายามบุกรุกใด ๆ
4.กองทัพกัมพูชาพร้อมที่จะสนับสนุนการเจรจาชายแดนกับไทย โดยเฉพาะผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อดำเนินการปักปันเขตแดนและติดเครื่องหมายแบ่งเขตแดนในพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขต่อไป ยกเว้นพื้นที่ที่กัมพูชามีแผนจะนำขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) (พื้นที่ที่อ้างถึงได้แก่ มอมเบยหรือช่องบก ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตากระเบย หรือตาควาย-ผู้แปล)
กระทรวงกลาโหมยังเรียกร้องให้ประชาชนและสื่อมวลชนทุกคนพึ่งพาข้อมูลจากแหล่งที่ชัดเจนและได้รับการยืนยันเท่านั้น โดยเฉพาะแถลงการณ์อย่างเป็นทางการที่ออกโดยรัฐบาลกัมพูชาและกระทรวงเอง เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และเชื่อถือได้
ต่อมาในวันเดียวกัน ระหว่างการแถลงข่าวพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อวานเย็น (8 มิถุนายน) ฝ่ายไทยได้รับรายงานว่ากองกำลังฝ่ายไทยและกัมพูชาได้ออกสำรวจแนวพื้นที่และแนวคูเลต (หรือสนามเพลาะ) ร่วมกัน และได้มีการกลบฝังพื้นที่คูเลตตามข้อตกลงร่วมกันกับฝ่ายกัมพูชา
อีกทั้งตกลงร่วมกันในการปรับกำลังสองฝ่ายให้ไปอยู่ในจุดเดิมตามสถานการณ์ปกติช่วงปี 2567 ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีในการลดความตึงเครียด ซึ่งเป็นผลจากการเจรจาในทุกระดับของทั้งสองฝ่าย อันจะนำไปสู่การสร้างบรรยากาศที่ดีในการเจรจาของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ซึ่งเป็นกลไกระดับเจ้าหน้าที่เทคนิค เพื่อหารือและสำรวจ ปักปันเขตแดนทางบก ในวันที่ 14 มิถุนายน ทั้งนี้ ประชุม JBC ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2555 ที่กรุงเทพฯ
ไทยหวังว่าการหารือในการประชุม JBC จะสามารถลดความตึงเครียดได้ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ยังเปราะบาง จึงทำให้มาตรการร่นระยะเวลาเปิด-ปิดด่านยังคงไว้ต่อไปตามการประเมินของฝ่ายความมั่นคง
นอกจากนี้ ศูนย์อำนวยการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (ศอ.ปชด.) ได้มีประกาศที่จะยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น การตัดกระแสไฟฟ้า การระงับสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ส่งเข้าไปในพื้นที่ที่เป็นบ่อนพนันและสแกมเมอร์ การควบคุมสินค้าและยุทโธปกรณ์ที่อาจนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติอื่น ๆ อีกด้วย โดยจะได้นำเสนอมาตรการดังกล่าวต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต่อไป
และตามที่ฝ่ายกัมพูชาจำกัดระยะพำนักวีซ่าคนไทยจากปกติ 60 วัน เหลือ 7 วันนั้น ฝ่ายไทยก็ได้ดำเนินมาตรการเดียวกัน และสองฝ่ายไม่ได้ระบุว่าจะคงมาตรการนี้ไปอีกนานเท่าใดเช่นกัน
สำหรับการประชุม JBC ที่กรุงพนมเปญในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ ฝ่ายไทยยืนยันความพร้อมที่จะไปร่วมเจรจาด้วยความสุจริตใจ ซึ่งขณะนี้ฝ่ายกัมพูชายืนยันไม่นำวาระ 4 ดินแดนพิพาท (มอมเบยหรือช่องบก ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตากระเบยหรือตาควาย) เข้าหารือนั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า เป็นสิทธิของแต่ละประเทศที่จะมีสิทธิสงวนวาระที่จะไม่เจรจาหรือไม่พร้อมคุย อย่างไรก็ดี สองฝ่ายอยู่ระหว่างเริ่มพูดคุยถึงวาระที่จะถูกหยิบยกมาหารือ ทำให้มองว่ายังเร็วเกินไปที่จะตัดสินใจว่าจะคุยหรือไม่คุยเรื่องอะไรในที่ประชุม