คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
นับเป็นเรื่องน่าเสียใจอย่างยิ่ง หลังสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ เทลอาวีฟ ได้รับแจ้งจากรัฐบาลอิสราเอลถึงการเสียชีวิตของ นายณัฐพงษ์ ปินตา ตัวประกันชาวไทยคนสุดท้ายในฉนวนกาซา ที่ถูกกองกำลังติดอาวุธฮามาสจับไปเป็นตัวประกันตั้งแต่ปี 2566 หลังจากที่กลุ่มติดอาวุธฮามาส ได้บุกข้ามพรมแดนเข้ามาโจมตีอิสราเอลในเดือนตุลาคมปี 2566 พร้อมกับจับตัวประกันทั้งชาวต่างชาติและชาวอิสราเอล ซึ่งเชื่อกันว่ามีประมาณ 250 คน ข้ามกลับเข้าไปยังฉนวนกาซาด้วย โดยการบุกโจมตีอิสราเอลในครั้งนั้น เป็นการโจมตีแบบเหวี่ยงแหไม่เลือกทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก
รัฐบาลอิสราเอลได้ตอบโต้การโจมตีข้ามพรมแดนของกองกำลังติดอาวุธฮามาสทันที จนตามมาด้วยสงครามครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซาตั้งแต่ปี 2566 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน มีข้อตกลงหยุดยิงเพียง 1-2 ครั้ง เพื่อเปิดทางให้มีการแลกเปลี่ยนตัวประกัน กับนักโทษชาวปาเลสไตน์ และเปิดทางให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมเข้าสู่ฉนวนกาซา ไปถึงชาวปาเลสไตน์ที่ถูกปิดล้อมโดยกองทัพอิสราเอลได้ ขณะที่รัฐบาลไทยเองก็ได้ตระหนักถึงความสำคัญเร่งด่วนในสงครามครั้งนี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นคู่กรณีโดยตรง แต่มีความสัมพันธ์ทางการทูตทั้งกับรัฐอิสราเอลและรัฐปาเลสไตน์ผ่านทางสำนักงานตัวแทนในประเทศที่สาม
โดยผลกระทบที่ประเทศไทยได้รับจากสงครามในฉนวนกาซาที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ได้เกี่ยวพันกับแรงงานไทยที่เข้าไปทำงานในอิสราเอล คาดการณ์ตอนเริ่มต้นสงครามมากกว่า 30,000 คน ต้องทยอยอพยพกลับประเทศไทย มีแรงงานส่วนหนึ่งเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บในช่วงการโจมตีครั้งแรก
และที่สำคัญก็คือ จำนวนคนที่ถูกกองกำลังติดอาวุธฮามาสจับไปเป็นตัวประกัน เพื่อ “ต่อรอง” กับรัฐบาลอิสราเอลนั้น มีแรงงานไทยติดไปด้วย โดยสถานะล่าสุดก่อนที่ประเทศไทยจะได้รับร่างของนายณัฐพงษ์ ปินตา ตัวประกันชาวไทยคนสุดท้าย กลับคืนสู่แผ่นดินไทยในขณะนี้ก็คือ
มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 42 ราย นำร่างกลับคืนสู่ประเทศไทยแล้ว 39 ราย (รวมนายณัฐพงษ์เป็น 40 ราย) มีผู้บาดเจ็บ 22 ราย ในจำนวนนี้ขอเดินทางกลับไทยแล้ว 19 ราย มีแรงงานไทยถูกจับไปเป็นตัวประกันทั้งหมด 31 ราย ได้รับการปล่อยตัวกลับสู่ประเทศไทยจำนวน 28 ราย ขณะที่มีตัวประกันชาวไทยอีก 2 ราย คงเหลือตกค้างอยู่ ซึ่งรัฐบาลอิสราเอลได้ยืนยันแล้วว่า ตัวประกันชาวไทยทั้ง 2 ราย ได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี 2567 แต่ยังไม่พบร่าง
เหตุการณ์ครั้งนี้สมควรที่รัฐบาลจักต้อง “ทบทวน” วิธีจัดการจัดการปัญหา เพราะเพียงแค่การประณามความรุนแรง การใช้ความอดทนอดกลั้นสูงสุดเพื่อยุติการรบ และกลับสู่การเจรจา คงยังไม่เพียงพอต่อการจัดการปัญหาที่อาจจะเกิดตามมากับแรงงานไทยในอนาคต