ปลูกไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมีเฮ! ‘พาณิชย์’เตรียมดันเป็นหลักประกันขอกู้ได้
‘พาณิชย์’ เตรียมชงครม. เพิ่มไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นหลักประกันทางธุรกิจประเภทใหม่ หวังให้ประชาชนปลูกไม้ยืนต้นมูลค่าสูงในที่ดินกรรมสิทธิ์เพื่อการออม เข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น ล่าสุดหลังจากอนุญาตนำช้างและกิจการมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ มียอดขอรับรองเพิ่มขึ้น 110 ล้านบาท
นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในฐานะที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ ซึ่งตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ ออกกฎกระทรวงกำหนดให้สามารถไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ เพื่อนำไปใช้ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไม้ยืนต้นมูลค่าสูงในที่ดินกรรมสิทธิ์เพื่อการออมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยขณะนี้ร่างกฎหระทรวงได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างขั้นตอนการเสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าจะเป็นไปตามแผนภายในเดือนกันยายน 2561
ก่อนหน้านี้กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดประเภททรัพย์สินที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ 6 ประเภท ได้แก่ (1) กิจการ (2) สิทธิเรียกร้อง เช่น สัญญาเช่า บัญชีเงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า เป็นต้น (3) สังหาริมทรัพย์ที่ผู้ให้หลักประกันใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น เครื่องจักร สินค้าคงคลัง หรือวัตถุดิบ เป็นต้น (4) อสังหาริมทรัพย์ในกรณีที่ผู้ให้หลักประกันประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เช่น ที่ดินจัดสรร หมู่บ้านจัดสรร เป็นต้น (5) ทรัพย์สินทางปัญญา เช่น เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ เป็นต้น (6) ทรัพย์สินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
“ต่อไปไม้เศรษฐกิจจะสามารถนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจเพื่อกู้ยืมเงินกับสถาบันการเงินได้ เบื้องต้นกรมฯ ได้รับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม สหกรณ์สวนป่าภาคเอกชน กรมป่าไม้ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ สมาคมธนาคารไทยและธนาคารรัฐ เช่น ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน SME Bank โดยทุกหน่วยงานสนับสนุนให้กระทรวงพาณิชย์เร่งออกกฎกระทรวงกำหนดให้นำต้นไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นหลักประกันทางธุรกิจ”
ก่อนหน้านี้ได้เพิ่มประเภทสัตว์พาหนะ (ช้าง) และกิจการ มาจดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจซึ่งจนถึงขณะนี้มีภาคเอกชนนำสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ โดยมูลค่าทรัพย์สิน (ช้าง) ที่นำมาเป็นหลักประกัน 13 ล้านบาท และกิจการ 514 กิจการ ประกอบด้วย ร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า ร้านซักอบรีด สวนผัก ผลไม้ สวนยางพารา หอพัก และรับเหมาก่อสร้าง จำนวน 97 ล้านบาท รวมมูลค่า (ช้างและกิจการ) กว่า 110 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของประเภททรัพย์สินที่นำมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ และเป็นที่ยอมรับของสถาบันการเงินในการให้กู้ยืมเงิน สามารถสะท้อนได้ว่า กฎหมายนี้เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้เอสเอ็มอีไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ นับจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ 4 กรกฎาคม 2559 – 3 กรกฎาคม 2561 มีผู้มาขอจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้ว จำนวน 210,730 คำขอ มูลค่าทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกัน รวมทั้งสิ้น 4,849,127 ล้านบาท โดยสิทธิเรียกร้องประเภทบัญชีเงินฝากธนาคาร ยังคงเป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 51.88 มูลค่า 2,515,487 ล้านบาท
รองลงมา คือ สิทธิเรียกร้องประเภทลูกหนี้การค้า สัญญาจ้าง สัญญาเช่า สัญญาซื้อขาย คิดเป็นร้อยละ 25.92 มูลค่า 1,256,912 ล้านบาท สังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ ได้แก่ สินค้าคงคลัง วัตถุดิบ เครื่องจักร รถยนต์ เรือ ช้าง คิดเป็นร้อยละ 22.16 มูลค่า 1,074,656 ล้านบาท ทรัพย์สินทางปัญญา คิดเป็นร้อยละ 0.04 มูลค่า 1,975 ล้านบาท กิจการ คิดเป็นร้อยละ 0.002 มูลค่า 97 ล้านบาท และอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ คิดเป็นร้อยละ 0.00001 มูลค่า 340,000 บาท
อนึ่ง ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ กองทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร. 0 2547 5048 e-Mail : [email protected] หรือ สายด่วน 1570 และ www.dbd.go.th