พาณิชย์ตั้งศูนย์ One Stop Service ช่วยเอกชน-SMEs รับภาษีสหรัฐ 19%
“จตุพร” รมว.พาณิชย์ สั่งพาณิชย์รับมือภาษีสหรัฐ เตรียมตั้งศูนย์ One Stop Service ช่วยผู้ประกอบการปรับตัว ปิดดีลภาษีสหรัฐ 19% ตามคาด ขณะที่กลุ่มเอสเอ็มอีเสนอ 8 มาตรการปกป้องธุรกิจ SMEs ไทย
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยร่วมกับภาคเอกชน 25 สมาคม ว่า วันนี้ได้รับฟังความคิดเห็นและปัญหาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะผลกระทบภาษีทรัมป์ ถือเป็นการกำหนดทิศทางที่ชัดเจนในการยกระดับ SMEs ไทย ซึ่งวันนี้สภา SMEs ได้นำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อกระทรวงพาณิชย์อย่างมาก เราจะทำให้ SMEs มีเป้าหมายที่ชัดเจน สร้างรายได้และโอกาสให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งอยู่ในห่วงโซ่การผลิต กระทรวงพาณิชย์เตรียมเปิดศูนย์ One Stop Service ที่รัชดา ที่จะเป็นจุดเชื่อมต่อผู้ประกอบการกับมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ

และจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมทำงาน เพื่อช่วยเหลือ SMEs ที่ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้าน “พาณิชย์พึ่งได้” จะเดินหน้าปฏิรูปการทำงาน เชื่อมโยงทุกภาคส่วน และเป็นที่พึ่งของ SMEs ไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบันได้อย่างยั่งยืน ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กระทรวงพาณิชย์ ก็พร้อมที่จะหามาตรการช่วยเหลือ ซึ่งจะดูทุกมิติ และการหาตลาดส่งออกเพิ่มมากขึ้น แต่ก็มองว่าเอสเอ็มอีก็ต้องทำการปรับตัวรับมือการค้าที่เปลี่ยนไปด้วย เพราะเชื่อว่าการค้าจากนี้ยังไม่เหมือนเดิมแล้ว ส่วนรายละเอียดของภาษีนั้น เชื่อว่าจากนี้ก็อาจจะต้องมีการพูดคุยหารือกันมากขึ้น รวมไปถึงมาตรการรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ
สำหรับข้อเสนอของภาคเอกชน กระทรวงจะเร่งพิจารณาและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ AI ไทยแลนด์ และ e-Commerce ที่มีศักยภาพสูง พร้อมผลักดันให้เกิดการจัด AI Expo ในประเทศไทย เพื่อแสดงนวัตกรรมและเชื่อมโยงผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ตนได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งจัดตั้งศูนย์ One Stop Service เพื่อแก้ปัญหาภาษีและอุปสรรคทางการค้า ซึ่งในประเด็นภาษีสหรัฐที่ประกาศออกมาเป็น 19%
อย่างไรก็ดี กระทรวงได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการเยียวยาและให้ความชัดเจนกับภาคธุรกิจ และได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกสำรวจตลาดและอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพเร่งสรุปผลการเปิดตลาดใหม่ ๆ เพื่อช่วยผู้ประกอบการขยายตลาด พร้อมผลักดันแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ด้านข้อมูล (Data Platform) เพื่อวิเคราะห์และวางกลยุทธ์การส่งออกได้อย่างแม่นยำ
ภาษีสหรัฐ
ขณะที่ล่าสุดสหรัฐอเมริกาประกาศบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีนำเข้าต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ในอัตรา 19% ต่อสินค้านำเข้าจากไทย โดยมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ซึ่งการประกาศอัตราภาษีใหม่นี้เป็นสถานการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออก โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก แต่ยังถือเป็นข่าวดี เพราะอัตราภาษีของไทยใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค ซึ่งทำให้ไทยยังสามารถแข่งขันได้ในตลาดสหรัฐ
ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบ กระทรวงพาณิชย์เตรียมจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาแบบ One Stop Service ที่ศูนย์ส่งออกสินค้ารัชดา โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารและหน่วยงานสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้ารับคำแนะนำ ปรึกษา และหาทางออกได้ในที่เดียว ช่วยให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ผลกระทบของอัตราภาษี 19% ต้องพิจารณาเป็นรายสินค้า และจะมีการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกต่อไป ขณะเดียวกัน ไทยจะเร่งเปิดตลาดใหม่และผลักดันการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าอื่น ๆ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าเพิ่มเติม โดยตนได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์เร่งการเจรจาเปิดตลาดใหม่ ให้กำหนดเป็นตัวชี้วัดและเริ่มดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว
“สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับตัวของผู้ประกอบการ เพราะสถานการณ์การค้าโลกวันนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่เรื่องภาษีของสหรัฐ แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมาตรการสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป ส่วนภาพการส่งออกปี 2568 ยังมั่นใจว่าการส่งออกไทยขยายตัวเป็นบวก ซึ่งเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2-3%” นายจตุพรกล่าว
เอสเอ็มอี 8 มาตรการปกป้องธุรกิจ
ด้านนายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภา SMEs เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะการถูกกดดันจากโมเดิร์นเทรดและสินค้านำเข้าที่ได้เปรียบด้านราคา พร้อมเสนอ 8 มาตรการปกป้องธุรกิจ SMEs ไทย ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมายศุลกากรเข้มงวด การควบคุมมาตรฐานสินค้า การป้องกันสินค้าหลอกลวงบนออนไลน์ การกำหนดมาตรการควบคุมการทุ่มตลาด การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม PDPA การขยายบทบาทสำนักงานการแข่งขันทางการค้า รวมถึงการผลักดันการสร้างอัตลักษณ์สินค้าประจำจังหวัด และการส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญาของไทย
อีกทั้งยังเสนอให้มีศูนย์ e-Commerce Hub ครอบคลุม 77 จังหวัด เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มสินค้าไทย เชื่อมโยงตลาดต่างประเทศ และผลักดัน Cross-Border e-Commerce Accelerator รวมทั้งสนับสนุนการใช้ AI ที่ผลิตในประเทศไทย พร้อมขอให้กระทรวงช่วยหาตลาดใหม่ เช่น ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการนำเข้าหมูสหรัฐต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์
ขณะที่ผลกระทบภาษีสหรัฐ โดยเอสเอ็มอีไทยที่ผลิตสินค้าและส่งออกไปสหรัฐประมาณ 2 ล้านราย ซึ่งก็ยังต้องติดตามและประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเราก็ได้เสนอมาตรการที่ต้องการให้หน่วนงายที่ช่วยเหลือ เราเองจำเป็นจะต้องรวบรวมข้อมูลทั้งหมด เพราะสมาชิกของสภามีกว่า 80 สมาคม ซึ่งแต่ละกลุ่มก็ได้รับผลกะทบไม่เหมือนกัน ขณะที่ปัญหาเรื่องของแรงงานกัมพูชาที่กลับประเทศ ซึ่งคงจะให้รายละเอียดชัดเจนไม่ได้ แต่ระบบแรงงานที่อยู่ในกลุ่มนี้ประมาณ 17 ล้านคน ซึ่งไม่ชัดเจนเลยว่าแต่ละกลุ่มมีแรงงานต่างชาติเท่าไร