คอลัน์ : Pawoot.com ผู้เขียน : ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่การนำเข้ามีบทบาทสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกกลุ่ม ตั้งแต่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์เหล็ก พลาสติก ไปจนถึงยานยนต์และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง ตัวเลขล่าสุดบ่งชี้ว่ามูลค่าการนำเข้าของไทยในปีที่ผ่านมาแตะระดับกว่า 3 ล้านล้านบาท ซึ่งแม้จะสะท้อนความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและผู้บริโภค แต่ก็เผยให้เห็นด้านมืดที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ไทยอาจกำลังตกอยู่ในกับดักเศรษฐกิจยุคพึ่งพาการนำเข้าคือหลายอุตสาหกรรมใช้ไทยเป็นเพียงแค่ทางผ่านของสินค้า โดยตั้งบริษัทในไทยเพื่อประกอบชิ้นส่วนที่นำเข้าจากจีน ก่อนส่งออกไปยังตลาดใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสินค้าประเภทโซลาร์รูฟ อิเล็กทรอนิกส์ และแบตเตอรี่ ซึ่งแทบจะไม่มีส่วนเพิ่มมูลค่าจากฝีมือแรงงานหรือเทคโนโลยีไทยเองมากนัก ผลที่เกิดขึ้นคือไทยไม่ได้พัฒนาเป็นฐานการผลิตที่แท้จริง แต่กลายเป็นเพียงจุดพักสินค้าเพื่อเลี่ยงมาตรการทางการค้าจากประเทศที่เข้มงวดด้านภาษี
สถานการณ์นี้ไม่ได้เพียงทำให้เศรษฐกิจไทยเปราะบางมากขึ้น แต่ยังทำให้ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญและเข้มงวดกับธุรกิจที่อาจเข้าข่าย “สวมสิทธิ” หรือ Nominee โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคลังสินค้า การขนส่ง และธุรกรรมทางการเงิน ไม่นานมานี้ ผมเองก็เพิ่งได้รับหนังสือจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้ยืนยันสถานะการถือหุ้นในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านคลังสินค้าและการจัดการสินค้าคงคลัง (Warehouse Fulfillment)
เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเห็นชัดว่าภาครัฐเริ่มเอาจริงเอาจังกับการตรวจสอบตัวตนของผู้ถือหุ้น เพื่อป้องกันการใช้ “นอมินี” หรือการอำพรางตัวตนของผู้ลงทุนที่แท้จริง นี่ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่ารัฐกำลังปิดช่องโหว่ทางธุรกิจอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน การจำกัดการเปิดบัญชีธนาคารของบริษัทใหม่ หรือการบังคับใช้มาตรการ KYB หรือย่อมาจาก Know Your Business เพื่อให้รู้ว่าบริษัททำเกี่ยวกับอะไร ใครเป็นกรรมการ และป้องกันการใช้ธุรกิจเป็นช่องทางฟอกเงินหรือดำเนินกิจกรรมสีเทา
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนเมื่อบัญชีม้าถูกปิดกั้นมากขึ้น ทำให้ธุรกิจผิดกฎหมายบางประเภทปรับตัวมาใช้ช่องทางนิติบุคคลแทนบุคคลธรรมดา แม้จะมีมาตรการเข้มงวดจากธนาคารและหน่วยงานรัฐ แต่ความพยายามเลี่ยงกฎก็ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบกำกับดูแล และความจำเป็นในการสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้
ท้ายที่สุดแล้วนั้น ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ภายในประเทศ แต่ลามไปถึงภาพลักษณ์การส่งออกของไทยเอง สินค้าที่ถูกสวมสิทธิอาจทำให้ไทยถูกประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้า นั่นหมายถึงความเสี่ยงที่แท้จริงสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ผลิตสินค้าโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ซึ่งอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเพราะถูกเหมารวมว่าเป็นการหลบเลี่ยงภาษี
สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจำเป็นต้องทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ เราจะเลือกเป็นเพียงทางผ่านของสินค้านำเข้า หรือจะพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรมของตัวเองให้เข้มแข็งพอที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง หากไม่รีบหาทางแก้ไข ความเสี่ยงที่จะติดอยู่ในกับดักเศรษฐกิจพึ่งพาการนำเข้าจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต