Heartful Business ใช้ “หัวใจ” ปรุงธุรกิจให้สำเร็จ กับจุดเด่น 20 ประการ บริษัทชั้นเลิศ
สูตรของการทำธุรกิจให้ยั่งยืนอาจไม่มีคำตอบตายตัว เพราะแต่ละธุรกิจมีความแตกต่างและเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ไม่เหมือนกัน กระนั้น สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการทำธุรกิจอาจอยู่ที่การใช้ “หัวใจ” มาผสมผสานกับการดำเนินการต่าง ๆ โดยเฉพาะการสร้าง “พนักงาน” ให้มีความสุข ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโต
เมื่อเร็ว ๆ นี้ หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนา “เติมหัวใจให้ธุรกิจ Heartful Business” โดยมีการพูดถึงแนวทางบริหารธุรกิจที่พลิกแนวคิดจากเป้าหมายที่เน้นผลกำไร มาเป็นการให้ความสุขกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

เริ่มต้นจาก “ศ.โคจิ ซากาโมโต้” อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยโฮเซ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ทั้งยังเป็นผู้แต่งหนังสือ “บริษัทนี้ที่ควรรัก” ที่มียอดขายกว่า 7 แสนเล่มในญี่ปุ่น ซึ่งเขามีมุมมองว่า ทุกการดำเนินงานขององค์กรต้องมีเป้าหมาย วิธีการ และผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยหน้าที่ และเป้าหมายที่องค์กรไม่ควรละเลยคือหาความสุขให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งบริษัทที่มีผลประกอบการดี เมื่อตัดสินใจจะทำอะไร สิ่งที่ใช้ในการตัดสินใจไม่ใช่แค่มองเรื่องผลกำไร หรือการเติบโตของบริษัท แต่จะมองจากความสุขของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นสำคัญ
ทั้งนี้จากการประมวลความสำเร็จของบริษัทญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จพบว่ามีแนวทางทำธุรกิจที่เหมือนกัน 20 ข้อ โดยตนอยากเจาะจงถึงเรื่องการบริหารงานที่ดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ พนักงาน, คู่ค้า, ลูกค้า, สังคม, ชุมชน และผู้ถือหุ้น โดยกลุ่มสำคัญที่สุดใน 5 กลุ่มนี้คือพนักงาน และครอบคลุมถึงครอบครัวพนักงานด้วย
“หากคนกลุ่มนี้ไม่มีความพึงพอใจในการทำงาน จะส่งผลให้การปฏิบัติงานไม่ดี ทำให้ลูกค้าไม่พอใจได้ จนอาจกล่าวได้ว่า พนักงานเป็นผู้สร้างและส่งมอบความพึงพอใจให้กับลูกค้า ดังนั้นเพื่อให้การบริการต่อลูกค้าเป็นไปด้วยดี บริษัทต้องเริ่มจากการสร้างความพอใจให้กับพนักงานก่อน”
“องค์กรหลายแห่งเข้าใจว่าต้องมุ่งสร้างผลประกอบการอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้วต้องมองถึงการสร้างความสุขด้วย คือมีผลประกอบการดีไปพร้อมกับพนักงานมีขวัญและกำลังใจในการทำงาน โดยบริษัทควรเลี้ยงดูและปกป้องบุคลากรให้ดี รวมถึงพัฒนาทักษะและศักยภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพราะบริษัทเป็นโรงเรียนแห่งสุดท้ายของชีวิตพนักงาน ซึ่งพวกเขาจะต้องเรียนรู้จากองค์กรของคุณไปจนแก่”
“ศ.โคจิ ซากาโมโต้” กล่าวถึงการแข่งขันของธุรกิจด้วยว่า ไม่ควรยึดติดที่การแข่งขันด้านราคา เพราะของดีราคาถูกเป็นเรื่องที่ผิด บริษัทต้องสร้างสินค้าที่มีคุณค่าเพื่อขายได้ราคาดี ซึ่งบริษัทชั้นเลิศจะไม่ทำให้พนักงานและลูกค้าต้องเสียเปรียบ ดังนั้น จะไม่มีการแข่งขันด้านราคา เพราะหากลดราคาจะกระทบกับรายได้ของพนักงาน ขณะที่ลูกค้าก็อาจได้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ
“ยกตัวอย่างบริษัทแห่งหนึ่งที่จังหวัดทตโตริ เป็นบริษัทผลิตปากกาหมึกซึม ราคาถูกสุดอยู่ที่ด้ามละ 7 หมื่นเยน หลายคนอาจบอกว่ามีราคาแพง แต่เพราะเป็นสินค้าที่มีคุณค่า ทำให้สินค้าขายได้ดี ลูกค้าที่สนใจต้องสั่งจองสินค้าล่วงหน้าถึง 1 ปี นี่เป็นกรณีที่ชี้ให้เห็นว่า หากบริษัทยึดมั่นผลิตของที่มีคุณภาพ สินค้าก็สามารถขายได้”

ไม่เพียงแต่บริษัทญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับการบริหารธุรกิจที่ยั่งยืน โดยเน้นความสุขของผู้เกี่ยวข้อง บริษัทไทยอย่าง “ฟู้ดแพชชั่น” จำกัด ก็มีแนวทางดังกล่าวเช่นกัน ซึ่ง “ชาตยา สุพรรณพงศ์” Chief Engagement Officer บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ฉายภาพถึงการบริหารบาร์บีคิวพลาซ่าว่า มีแนวคิดที่จะสร้างองค์กรที่ทำให้ทุกคนมีความสุข หรือส่งมอบความสุขให้ทุกคนโดยมีมื้ออาหารเป็นสื่อกลาง
“เราคิดว่าความสุขต้องเริ่มจากพนักงานก่อน เพราะเชื่อว่าหากดูแลพนักงานให้มีความสุข เขาจะไปดูแลลูกค้าให้มีความสุข แล้วกลับมาใช้บริการกับเรา ทำให้ธุรกิจของเราแข็งแรง ก็วนกลับไปที่พนักงานมีความสุข ถือว่าเป็นแนวทางที่ครบลูปของวงจรความสุขที่วางไว้”
แนวทางที่วางไว้ดำเนินการผ่านโปรเจ็กต์ Happy4 คือ กินดี, พักสบาย, กายแข็งแรง และแบ่งปันความรู้ ยกตัวอย่างการกินดีที่พนักงานจะได้กินข้าวหม้อเดียวกัน โดยมีการเลี้ยงอาหารให้พนักงานสาขา เพราะมองว่าการกินข้าวหม้อเดียวกันทำให้พนักงานเกิดความผูกพัน หรือพักสบายคือที่ทำงานจะต้องสร้างความสุขและผ่อนคลาย ซึ่งมีการแบ่งพื้นที่ขายของมาทำห้องพักให้พนักงาน และพบว่าสาขาที่มีห้องพักให้พนักงานนั้นมียอดขายที่เพิ่มขึ้น
“เรายังมีแก๊งส่งสุข หากพนักงานแก๊งนี้ไปสาขาไหนจะทำงานแทนพนักงานสาขานั้น ๆ รวมถึงมีคนไปนวดผ่อนคลายให้กับพนักงานที่สาขาและโรงงานอีกด้วย ซึ่งการดำเนินงานเหล่านี้ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างการทำโครงการวินัยการเงินและการออมให้พนักงาน รวมถึงโครงการครอบครัวดีที่มีการดูแลพนักงานและครอบครัวในทุกมิติ”
“ชาตยา” เน้นย้ำว่า การที่องค์กรจะจัดโปรแกรมดูแลพนักงานไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ อยู่ที่ความตั้งใจขององค์กรมากกว่า โดยความตั้งใจจริงสามารถส่งผ่านไปถึงพนักงานได้ และถ้าพนักงานผูกพันกับองค์กร เขาจะพูดถึงองค์กรในแง่ดี ปกป้ององค์กรอีกทั้งจะอยู่กับองค์กรนานขึ้น และทุ่มเทกับการทำงาน พร้อมชวนคนที่รู้จักมาทำงานด้วย
“สิ่งที่ตามมาคือผลประกอบการของเราเติบโตต่อเนื่องมาตลอด ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเรามีความเชื่อว่า หากเราตั้งต้นด้วยหลักคิดในการสร้างความสุขที่มากพอ ผลลัพธ์ทางธุรกิจจะตามมาเอง”
จุดเด่น 20 ประการ บริษัทชั้นเลิศ
1.การบริหารจัดการที่เน้นความสุข 2.การบริหารที่ดีกับทั้ง 5 ฝ่าย คือ พนักงาน, คู่ค้า, ลูกค้า, สังคม, ชุมชน และผู้ถือหุ้น
3.การบริหารจัดการที่คิดถึงผลประโยชน์ของผู้อื่น 4.การบริหารแบบวงปีต้นไม้แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เน้นการเติบโตและขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว
5.การบริหารที่ช่วยให้เศรษฐกิจดี มิใช่พึ่งสภาวะเศรษฐกิจ 6.การบริหารที่สมดุล 7.การไม่ใช้ราคาเป็นตัวแข่งขัน 8.การบริหารจัดการร่วมกัน ไม่ผูกขาดคนเดียว 9.การบริหารแบบ bottom-up 10.การบริหารจัดการแบบเปิดกว้าง
11.การทำงานเป็นทีม 12.การจ้างงานตลอดชีพ ไม่ใช่ตัดสินที่ผลงานเป็นหลัก 13.การบริหารที่แบ่งเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน 14.การบริหารแบบพีระมิดทรงคว่ำ 15.การบริหารที่เน้นความเป็นบริษัท 16.การบริหารที่มองระยะยาว
17.การบริหารที่ลดระยะเวลาทำงานของพนักงาน 18.การบริหารแบบครอบครัวใหญ่ และร่วมมือร่วมใจกัน 19.การบริหารที่เน้นคนและด้านนามธรรม
และ 20.การบริหารจัดการที่พึ่งพิงตนเอง อยู่ได้ด้วยตนเอง