Skip to content

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เสนอ 4 โจทย์รับโลกรวน-วิกฤตน้ำ

28 ม.ค. 2569 | 09:09น.
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เสนอ 4 โจทย์รับโลกรวน-วิกฤตน้ำ

ท่ามกลางความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง น้ำท่วมจึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่วัดความพร้อมของการบริหารจัดการ “ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” ชี้ไทยต้องเร่งเชื่อมข้อมูลและปรับการจัดการน้ำทั้งระบบ หากไม่ต้องการเผชิญวิกฤตซ้ำรอยในอนาคต

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ บนเวทีเสวนาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “กันก่อนท่วม : น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” ในหัวข้อ “บทเรียนจากอดีตสู่การเตรียมอนาคต” ว่า ปัญหาการจัดการน้ำของประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนข้อมูล แต่ปัญหาอยู่ที่ข้อมูลกระจัดกระจายและไม่เชื่อมโยงกัน โดยหน่วยงานด้านน้ำของไทยมีถึง 38 หน่วย แต่ละหน่วยถือข้อมูลของตนเองและไม่แบ่งปันกัน

หน่วยงานน้ำบ้านเรามี 38 หน่วย กรมชลประทานมีชุดหนึ่ง กรมน้ำบาดาลซึ่งอยู่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีอีกชุด สำนักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ก็มีอีกชุด และทั้ง 3 หน่วยนี้ไม่มีการรวบรวมประมวลข้อมูลร่วมกัน แถมยังแข่งกันอีกด้วย

ดร.สุเมธ เล่าต่อว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์ท่านทรงเน้นย้ำเสมอว่า “เราไปห้ามน้ำไม่ได้หรอก น้ำมันจะมาตามหน้าที่ของมัน แต่วิธีการคือเราต้องบริหารจัดการน้ำ” พระองค์ท่านไม่ได้ทรงสั่งให้ไปสู้กับน้ำหรือกั้นน้ำ แต่ให้หาทางให้น้ำไปในที่ที่มันควรจะไป

จากพระราชดำริดังกล่าว จึงเกิดโครงการ “แก้มลิง” ขึ้น โดยพระองค์ท่านทรงเปรียบเทียบกับลิงที่กินกล้วย ซึ่งไม่กลืนทันที แต่เก็บไว้ที่กระพุ้งแก้มก่อนแล้วค่อยกินทีละน้อย น้ำก็เช่นกัน เมื่อมาเยอะเกินกว่าที่จะรับได้ ต้องมีพื้นที่พักน้ำเพื่อชะลอไว้ก่อน แล้วค่อยระบายออกไปเมื่อระดับน้ำลดลง

ชี้กรุงเทพฯ เป็นปลาน้ำจืดลอยในทะเล

ดร.สุเมธ อธิบายว่า กรุงเทพมหานครตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มและทรุดตัวลงเรื่อย ๆ เปรียบเสมือน “ปลาน้ำจืดที่ลอยอยู่ในทะเล” เมื่อเกิดเหตุ 3 น้ำ คือ น้ำจากเหนือ น้ำฝนที่ตกลงมา และน้ำทะเลหนุนเข้ามา จะบีบคั้นกรุงเทพฯ อยู่ตลอดเวลา

“คำถามไม่ใช่ว่าทำไมกรุงเทพฯ น้ำท่วม แต่ควรถามว่าทำไมกรุงเทพฯ น้ำจึงไม่ท่วม เพราะธรรมชาติของมันเป็นอย่างนั้น แต่เราสามารถบริหารจัดการได้ด้วยความเข้าใจ”

เขาชี้ว่า บทเรียนจากอดีตคือ การแก้ปัญหาเป็นจุด ๆ โดยเห็นน้ำท่วมตรงไหนก็ไปทำคันกั้นน้ำตรงนั้น ทำให้น้ำไปท่วมที่อื่นต่อ กลายเป็นการผลักภาระกันไปมา บทเรียนที่สำคัญคือต้องมองภาพรวมทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ

เตือนภัยความมั่นคงอาหาร

ดร.สุเมธ เน้นย้ำว่า ในยุคที่มีความขัดแย้งทั่วโลก ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) กลายเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ประเทศไหนมีกิน ประเทศนั้นรอด

สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงทำมา 70 ปี โดยทรงใช้เวลานอกกรุงเทพฯ ปีละ 8 เดือน มุ่งเน้นเรื่อง ดิน น้ำ ลม ไฟ เพราะทรัพยากรธรรมชาติและอาหารอยู่ข้างนอกกรุงเทพฯ ในขณะที่เมืองใหญ่เป็นเพียงที่บริโภคและถ่ายของเสีย

ในโอกาสนี้ ดร.สุเมธ แสดงความยินดีที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับเป็นศูนย์ประสานงานกลาง เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ต่างจากหน่วยงานราชการที่อาจมีปัญหาเรื่องการเมืองและการแบ่งพรรคแบ่งพวก

“ถ้าคณะวิศวะฯ จุฬาฯ สามารถรวบรวมข้อมูลได้ แล้วจัดเป็นหมวดเป็นหมู่ เป็นมาตรฐานเดียวกัน เรื่องนี้ความสำเร็จมีไปเกินครึ่งแล้ว เพราะข้อมูลเป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่การบริหารจัดการที่ถูกต้องต่อไป”

4 ประเด็นเตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดร.สุเมธ เตือนว่า อนาคตที่ต้องเตรียมตัวคือความไม่แน่นอนของภูมิอากาศ การพยากรณ์อากาศยากขึ้นทุกที ฝนที่ไม่ควรตกก็ตก ฝนที่ควรมาก็ไม่มา หรือมาทีเดียวจนรับไม่ทัน ความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการน้ำจึงสำคัญมาก โดยได้ฝากข้อคิด 4 ประเด็นสำคัญสำหรับอนาคต ได้แก่

  1. ข้อมูล – ต้องเป็นหนึ่งเดียว เชื่อมโยงกัน และเข้าถึงได้ การที่จุฬาฯ เป็นตัวกลางถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะความรู้จากมหาวิทยาลัยเป็นความรู้ที่บริสุทธิ์ ไม่มีวาระซ่อนเร้นทางการเมือง
  2. การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ – ต้องเลิกคิดแบบ “ตัวใครตัวมัน” กรุงเทพฯ จะรอดคนเดียวไม่ได้ถ้าจังหวัดข้างเคียงไม่รอด การจัดการน้ำต้องทำตามลุ่มน้ำ เพราะธรรมชาติของลุ่มน้ำไม่แบ่งเขตจังหวัด
  3. การปรับตัวและอยู่ร่วมกับธรรมชาติ – ต้องยอมรับว่าสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไปแล้ว ไม่สามารถฝืนธรรมชาติได้ ต้องหาพื้นที่ให้น้ำมีที่อยู่ ที่ไป และที่พัก
  4. ความร่วมมือ – น้ำท่วมปี 2554 เป็นบทเรียนราคาแพงที่ไม่ควรให้เกิดซ้ำอีก

“ผมอายุ 87 ปีแล้ว คงไม่ได้อยู่ดูอนาคตไปอีกนาน แต่อยากเห็นรากฐานที่เรากำลังช่วยกันทำในวันนี้เป็นมรดกส่งต่อให้คนรุ่นหลัง ให้เขาอยู่รอดได้ท่ามกลางความผันผวนของโลก” ดร.สุเมธ กล่าวทิ้งท้าย พร้อมฝากให้นำข้อมูลและความรู้ไปปฏิบัติจริงเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมและประเทศชาติ