“เราได้เรียนรู้อะไรจากประเทศญี่ปุ่น”
คอลัมน์ ช่วยกันคิด
โดย พิเชษฐ์ ณ นคร
ตลอดระยะเวลากว่า 130 ปี ที่ประเทศไทยกับญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน นับตั้งแต่มีการลงนามทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น กล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศพัฒนาก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์และความร่วมมือกันในฐานะคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจการค้า ตลอดจนความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน นอกจากไทยจะเป็นประเทศหนึ่งที่บริษัทญี่ปุ่นเลือกใช้เป็นที่ตั้งของฐานการผลิตใหญ่แล้ว ยังมีชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเข้ามาพำนักพักอาศัยในระยะยาว แถมเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของคนญี่ปุ่น จนอาจถือได้ว่าเป็นความใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างกันมีมากเป็นพิเศษ
ล่าสุด ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงไทย-ญี่ปุ่น ที่กรุงโตเกียว ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ผู้แทนฝ่ายไทยนำโดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กับนายโยชิฮิเดะ สึกะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้เป็นประธานร่วมในการหารือสานความสัมพันธ์ครอบคลุมความร่วมมือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหลากหลายด้าน
หนึ่งในนั้นคือการเจรจาความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ในระดับท้องถิ่น สาระสำคัญเป็นการหารือร่วมกันเพื่อพัฒนาความร่วมมือในระดับท้องถิ่นระหว่างไทยกับญี่ปุ่นให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
เนื่องจากการบริหารจัดการการปกครองท้องถิ่นของญี่ปุ่น ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบที่ไทยใช้เป็นแบบอย่างในการศึกษาในการปฏิรูปและการระจายอำนาจ กระจายภารกิจสู่ท้องถิ่นชุมชนอย่างแท้จริง นอกเหนือจากศึกษาเทียบเคียงรูปแบบการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นของอีกหลายประเทศ อาทิ อิตาลี สวีเดน สหรัฐอเมริกา เป็นต้น
ก่อนหน้านี้ ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2561 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (J.CLAIR) ประจำสาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้จัดสัมมนาเพื่อพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทยกับญี่ปุ่น เกี่ยวกับการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นขึ้น
โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรและผู้ทรงคุณวุฒิทั้งฝ่ายไทยและญี่ปุ่นร่วมให้ทรรศนะมุมมอง อาทิ รศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า Mr. Kazuhisa KATO และ Mr.Kaoru MU ROGA จากญี่ปุ่น ฯลฯ
เนื้อหาสาระที่ได้จากการสัมมนามีหลากหลายหัวข้อน่าสนใจ อาทิ การอภิปรายในหัวข้อ “การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น” “ปัญหาและการจัดการสิ่งแวดล้อม” “การศึกษาท้องถิ่น” “ปัญหาและความท้าทายของท้องถิ่นไทยในปัจจุบัน”
หลังการสัมมนา ส่วนวิชาการและวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น กองพัฒนาและส่งเสริมการบริหารงานท้องถิ่นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้สรุปข้อมูลพร้อมฉายภาพให้เห็นถึงพัฒนาการความก้าวหน้าในการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและการแก้ไขปัญหาของคนญี่ปุ่น ถอดเป็นบทเรียน “เราได้เรียนรู้อะไรจากประเทศญี่ปุ่น” ไว้น่าสนใจยิ่งเช่นเดียวกัน
เริ่มจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น สรุปใจความได้ว่า ประเทศญี่ปุ่นมีการจัดทำและปรับปรุงฐานข้อมูลท้องถิ่นทุกปี ทำให้ทราบจำนวนประชาชนในพื้นที่ถูกต้องเป็นปัจจุบันตลอดเวลา ประเทศญี่ปุ่นมีการนำฐานข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน
มีการเผยแพร่ความต้องการและความคิดเห็นของประชาชนผ่านสื่อออนไลน์ และรายงานความคืบหน้าสม่ำเสมอเพื่อให้ประชาชนทราบขั้นตอนการดำเนินการทุกระยะ ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญในการสร้างความรู้สึกที่เป็นหนึ่งใจเดียวกันระหว่างรัฐกับประชาชน การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการ และผู้ที่เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน และพยายามสนับสนุนให้คนที่ไม่เคยออกเสียงและแสดงความคิดเห็นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นมากขึ้น
การจัดการศึกษาท้องถิ่น ช่วงประถมศึกษาตอนต้น ญี่ปุ่นจะเน้นสอนทักษะการใช้ชีวิตในสังคม เช่น การสื่อสาร การสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัว การเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติ โรงเรียนในญี่ปุ่นกำหนดชัดเจนว่า เด็ก ๆ ต้องได้รับการฝึกฝนทักษะพื้นฐานที่จำเป็นแล้วจากที่บ้านก่อนเข้าสู่รั้วโรงเรียน อาทิ การแต่งตัว ใส่รองเท้า การเก็บที่นอน ฯลฯ
รูปแบบโรงเรียนและห้องเรียน เน้นความมีระเบียบแบบแผน เน้นการปฏิบัติจริง ไม่ใช่รู้แต่ในตำรา ห้องเรียนจะเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ซักถาม และแสดงความคิดเห็น เพื่อสร้างมุมมองการเรียนรู้ รูปแบบตำราเรียนจะมีสีสันสวยงาม ให้เด็กได้ใช้วิจารณญาณ และการสังเกต ในการคิดและค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด
การแก้ปัญหาและการจัดการสิ่งแวดล้อม ประเทศญี่ปุ่นส่งเสริมมาตรการ 4 R เพื่อจัดการปัญหาขยะในชุมชน ได้แก่ reuse หมุนเวียนมาใช้ซ้ำ reduce ลดปริมาณการใช้ recycle นำมาผลิตเป็นของใหม่ refuse ปฏิเสธและหลีกเลี่ยงการใช้
การดำเนินการเพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาและจัดการสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น ขณะนี้ คือ การใช้มาตรการ 4 R จากเดิมเป็น 3 R โดยเพิ่ม refuse เป็นมาตรการใหม่ ได้แก่ การปฏิเสธ การลดใช้ถุงพลาสติก กระดาษ หรือวัสดุห่อสิ่งของ โดยนำภาชนะของตนเองใส่อาหาร เครื่องดื่มแทน เป็นต้น
โครงการ 3 หมด ประเทศญี่ปุ่นรณรงค์รับประทานอาหารให้หมด จึงมีโครงการ 3 หมด คือ ลดอาหารที่ทานไม่หมด รวมถึงลดปริมาณน้ำที่อยู่ในขยะเปียก ประกอบด้วย
1.ใช้วัตถุดิบในการทำอาหารอย่างพอดีไม่เหลือทิ้ง
2.ทานอาหารให้หมด
3.บีบน้ำขยะเปียกให้หมดก่อนทิ้ง ทำให้สามารถลดขยะเปียกลงได้ ด้วยการรณรงค์ผ่านทางวิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ ออนไลน์ ตำราเรียน
เป็นเรื่องง่าย ๆ และทำได้ไม่ยาก ปัญหาอยู่ที่คนไทยพร้อมจะปรับเปลี่ยนความเคยชิน ทำสิ่งดี ๆ ให้กลายเป็น “นิสัย” หรือไม่”