โควิดเป็นโรคประจำถิ่น ปลัด สธ. แจงเหตุผล 3 ข้อ
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)
ปลัด สธ. ชี้แจงเหตุผล 3 ข้อ หลังเตรียมประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นในไทย
วันที่ 12 มกราคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังกระทรวงสาธารณสุข ได้พิจารณาว่า จะเตรียมประกาศให้การระบาดของโควิด-19 เข้าสู่โรคประถิ่น (Endemic) ภายในปี 2565 โดยให้เหตุผลประกอบ 3 ข้อ ได้แก่ 1.เชื้อลดความรุนแรง 2.ประชาชนร่วมมือฉีดวัคซีน มีภูมิคุ้มกันค่อนข้างดี และ 3.การบริหารจัดการ ดูแลรักษา และการชะลอการระบาดได้อย่างดี
ล่าสุด นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า การที่โรคโควิด-19 จะเข้าสู่โรคประจำถิ่น ได้พิจารณาจาก 3 ปัจจัยข้างต้น คือ 1.ตัวเชื้อโรคมีความรุนแรงลดลง ซึ่งสอดคล้องกับการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนในขณะนี้ ที่เชื้อมีความรุนแรงลดลง เห็นได้จากแม้จะมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก แต่จำนวนผู้ป่วยอาการหนัก ใส่เครื่องช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิตมีทิศทางลดลง
2.ประชาชนมีภูมิคุ้มกันต่อโรคมากขึ้น และ 3.ระบบบริหารจัดการ การดูแลรักษา ที่มีประสิทธิภาพ และควบคุมการระบาดได้ดี
นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า การที่โรคโควิด-19 จะเข้าสู่โรคประจำถิ่นได้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง โดย สธ.จะพยายามชะลอการระบาดของโรค พร้อมไปกับการเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้กับประชาชนทั่วประเทศ
โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน จึงขอให้ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนและผู้ที่ถึงกำหนดรับวัคซีนเข็มกระตุ้น ติดต่อขอรับวัคซีนได้ที่สถานพยาบาลของ สธ.ใกล้บ้าน หรือตามที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กรุงเทพมหานคร กำหนด
และขอให้ยังคงเคร่งครัดมาตรการป้องกันส่วนบุคคล สวมหน้ากากตลอดเวลา เว้นระยะห่าง ล้างมือ หลีกเลี่ยงสถานที่เสี่ยง ตรวจคัดกรองด้วย ATK เมื่อมีความเสี่ยง ส่วนสถานประกอบการต้องเข้มการปฏิบัติตามมาตรการ COVID Free Setting
“ที่สำคัญคือ ต้องทำความเข้าใจว่า ครั้งนี้โรคโควิด-19 เปลี่ยนไปจากเดิม มีความรุนแรงลดลง ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อยมาก รูปแบบการดูแลรักษาจึงต่างจากการระบาดระลอกก่อน ๆ โดยเปลี่ยนมาใช้การดูแลที่บ้าน (Home Isolation) หรือในชุมชน (Community Isolation) เป็นลำดับแรก มียา เวชภัณฑ์ มีทีมบุคลากรสาธารณสุขติดตามอาการต่อเนื่อง และมีการเตรียมเตียงในโรงพยาบาลไว้รองรับหากอาการมากขึ้นพร้อมส่งต่อทันที จึงวางใจได้ว่า หากติดเชื้อก็ยังได้รับการดูแลตามมาตรฐานเช่นเดิม”