วิจัยชี้ท่องเที่ยวเจ็บหนัก จี้ตั้งกองทุนฯดูแลพิเศษ
ภูเก็ต
ผลวิจัยชี้ภาคท่องเที่ยวเจ็บหนัก เผยธุรกิจส่วนใหญ่เปิดดำเนินการต่อ หันใช้วิธีปรับลดต้นทุนบริหาร แรงงานตกงาน แห่กลับต่างจังหวัด-หางานใหม่ เกือบครึ่งยังพึ่งสวัสดิการรัฐ จี้รัฐช่วยภาคท่องเที่ยวเป็นพิเศษ ตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่อง เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยว เตรียมพร้อมเปิดประเทศ โฟกัสนักท่องเที่ยวกลุ่มศักยภาพ พร้อมเร่งพัฒนาทักษะการแรงงาน
ศาสตราจารย์ ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ได้ทำการวิจัยหัวข้อ “โครงการศึกษาผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ต่อภาคเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย” โดยเก็บข้อมูลสำรวจผู้ประกอบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจำนวน 5 สาขา จำนวน 316 ราย และแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจำนวน 1,562 ราย (กิจการละ 5 คน) โดยจากการสำรวจพบว่า สถานะของธุรกิจโรงแรมและที่พักหลังสถานการณ์โควิด-19 ยังดำเนินกิจการต่อ 92.3% แต่ในเวลานี้จำเป็นต้องใช้วิธีปรับลดต้นทุนไป 41.0%, กำลังจะปิดกิจการ 3.8%

ขณะที่ธุรกิจนำเที่ยว มีผู้ประกอบการที่ยังดำเนินการต่ออยู่ที่ 76% โดย 40.0% ใช้วิธีปรับลดต้นทุน และ 14.0% กำลังจะปิดหรือขายกิจการ
ศ.ดร.ปังปอนด์กล่าวถึงการปรับตัวของแรงงานในภาคธุรกิจท่องเที่ยว (ในกรณีที่ถูกเลิกจ้าง) ว่า อดีตแรงงานเลือกหาอาชีพใหม่นอกภาคการท่องเที่ยวจำนวน 25.3%, หาอาชีพใหม่ในภาคการท่องเที่ยว 27.1%, ประกอบธุรกิจของตัวเอง 11.4% กลับภูมิลำเนา 35.5% และพึ่งพาสวัสดิการจากรัฐ 44.6%
โดยผลการสำรวจยังพบว่า จำนวนสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ยของแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 (ไม่นับรวมตัวแรงงาน) ภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอยู่ที่ 1.89 คน เมื่อจำแนกตามประเภทธุรกิจพบว่า จำนวนสมาชิกของธุรกิจนำเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอยู่ที่ 1.94 คน และธุรกิจโรงแรมและที่พักอยู่ที่ 1.83 คน

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย โดยสรุปเป็น 3 ประเด็นหลัก ๆ ได้แก่ 1.นโยบายการช่วยเหลือผลกระทบระยะสั้นแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและแรงงาน หากภาครัฐใช้หลักของความเสมอภาคแล้ว ภาคการท่องเที่ยวควรได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษ โดยจากผลการสำรวจพบว่า สาขาการท่องเที่ยวที่ควรได้รับการเยียวยาอย่างเร่งด่วน คือ ธุรกิจนันทนาการ รองลงมาคือ ธุรกิจนำเที่ยว ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจจำหน่ายสินค้าและของที่ระลึก, ธุรกิจโรงแรมและที่พัก และธุรกิจการขนส่ง
การจัดกองทุนเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยวให้กองทุนอยู่ได้ในระยะยาว ในลักษณะ liquidity support ควรเน้นที่ temporary loan-repaynent ในกลุ่มรายย่อยเป็นหลัก
2.นโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว และการเตรียมพร้อมเพื่อการเปิดประเทศ โดยภาครัฐจำเป็นต้องจัดทำการกระตุ้นอุปสงค์เป็นหลัก ควรเน้นไปที่นักท่องเที่ยว 3 กลุ่มที่มีศักยภาพ ได้แก่ กลุ่มคนกรุงเทพฯ ซึ่งมีกำลังซื้อและยินดีจ่ายมากที่สุด, กลุ่มนักท่องเที่ยวภาคอีสาน ที่ต้องการท่องเที่ยวภาคเหนือและภาคใต้ และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเอง ที่สนใจกิจกรรมหลากหลาย
จากผลการสำรวจพบว่าคนในเมืองอย่างกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใหญ่ ๆ มีความกังวลเรื่องสุขภาพเป็นหลัก ดังนั้น ธุรกิจการท่องเที่ยวภายในประเทศควรเน้นเรื่อง health and wellness และการมีมาตรฐานความสะอาดและปลอดภัยเป็นสำคัญ ขณะที่การจัดการท่องเที่ยวของคนต่างจังหวัดอาจเน้นการพบปะสังสรรค์อย่างปลอดภัย
ศ.ดร.ปังปอนด์กล่าวด้วยว่า สำหรับการเริ่มรับนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นภาครัฐควรคำนึงถึงผลกระทบที่จะขึ้นในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1.ในด้านอุปทาน ผู้ประกอบการอาจจะต้องรับต้นทุนที่สูงขึ้น ตั้งราคาสูงไม่ได้ อาจขาดทุน ล้มละลาย จำเป็นต้อง transform เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด
2.ในด้านอุปสงค์ นักท่องเที่ยวต้องการเข้ามาอย่างเสรี แต่อาจต้องถูกกักตัว ราคาสูง ส่งผลต่อความพึงพอใจการท่องเที่ยวลดลง และ 3.ในด้านชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แบกรับความเสี่ยงของการแพร่ระบาดจากการเปิดรับนักท่องเที่ยวหากจะเกิดการยอมรับ/เปิดรับ คนในพื้นที่ต้องได้รับการชดเชย ต่อการที่จะต้องแบบรับกับความเสี่ยงดังกล่าว
และ 3.การปรับโครงสร้างการท่องเที่ยวหลังยุคความปกติใหม่ เช่น ธุรกิจการท่องเที่ยวแต่ละประเภทจำเป็นต้องปรับตัวรูปแบบการให้บริการ ในรูปแบบของความปกติใหม่ที่ไม่เหมือนกัน เช่น โรงแรม ที่ปรับลดพนักงาน-เงินเดือนพนักงาน หมุนเวียนการทำงานแต่ละแผนก บริษัทนำเที่ยว ที่จะต้องคิดหาวิธีหรือกลยุทธ์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ สร้างจุดเด่น ในยุคหลังโควิด-19 นักท่องเที่ยวอาจออกเดินทางเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มเฉพาะมากขึ้น
การให้บริการในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะต้องพึ่งพากระบวนการทางด้านดิจิทัลมากขึ้นในทุกขั้นตอน ของการให้บริการนักท่องเที่ยว เช่น พัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม ให้นักท่องเที่ยวสามารถหาข้อมูลพื้นที่ต่าง ๆ ข้อเสนอโปรโมชั่นจากผู้ประกอบการโดยตรง
พิจารณาการทำ SWOT analysis ของการท่องเที่ยวไทยใหม่ เนื่องจากบางประเทศได้กลายเป็น emerging compititors เช่น ประเทศจีนมีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกลายเป็นคู่แข่งของประเทศอื่น
หรือโควิด-19 ส่งผลให้ประเทศประสบกับปรากฏการณ์ฮิสเทอรีซิส (hysteresis) เกิดขึ้นจากการสูญเสียศักยภาพของแรงงานและทุนมนุษย์อย่างมหาศาล ซึ่งแรงงานที่ตกงานเป็นระยะเวลานาน ๆ อาจจะสูญเสียทักษะและประสบการณ์จาการว่างงานเป็นเวลานานเกินไป
ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะการทำงานของแรงงานในเชิงรุก แรงงานที่ได้มีการปรับเปลี่ยนไปสู่ภาคการผลิตใหม่ (reskill and upskill) และให้ความสำคัญการนำแรงงานกลับเข้ามาทำงานใหม่อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในงานที่แรงงานมีทักษะความชำนาญหรือมีความคุ้นเคย