Skip to content

รัสเซีย-ยูเครน: แรงกว่าสงครามอ่าวเปอร์เซีย ดันเงินเฟ้อ ก.พ. พุ่งสูงสุดรอบ 13 ปี

04 มี.ค. 2565 | 12:54น.
รัสเซีย-ยูเครน: แรงกว่าสงครามอ่าวเปอร์เซีย ดันเงินเฟ้อ ก.พ. พุ่งสูงสุดรอบ 13 ปี

พาณิชย์ เผยราคาน้ำมันดัน เงินเฟ้อ เดือนกุมภาพันธ์ พุ่ง 5.28% สูงสุดรอบ 13 ปี นับจากที่มีสงครามอ่าวเปอร์เซีย รับฐานปีที่แล้วต่ำด้วย โดยกลุ่มพลังงานกระทบเงินเฟ้อ 62.26% สูงสุด โดยราคาพลังงานยังทำแนวโน้มเงินเฟ้อสูงขึ้นต่อเนื่อง พร้อมไม่ยืนยันปัญหารัสเซีย-ยูเครน จะกระทบเงินเฟ้อเพราะคาดการณ์ยาก

วันที่ 4 มีนาคม 2565 นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 พบว่า อยู่ที่ระดับ 104.10 ขยายตัว 5.28% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการสูงสุดในรอบ 13 ปี นับจากช่วงที่มีสงครามอ่าวเปอร์เซีย

ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาจากสินค้าในกลุ่มพลังงานกระทบต่อเงินเฟ้อ 62.26% รวมถึงสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ กระทบต่อเงินเฟ้อ 35.05% และปรับสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิตและราคาวัตถุดิบ นอกจากนี้ ยังเป็นผลมจาก ค่าแรง สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด เป็นต้น อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อที่สูงขึ้นในเดือนนี้ไม่น่าห่วงมากเพราะเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนนั้น ฐานต่ำด้วย

แต่ทั้งนี้ การคาดการณ์ผลกระทบเงินเฟ้อจากนี้ยังประเมินให้ชัดเจนไม่ได้จากปัญหารัสเซีย-ยูเครน เนื่องจากประเมินไม่ได้ เพราะปัญหาอาจจะเจรจามีข้อตกลงก็ได้ แต่หากดูตามแนวโน้มราคาน้ำมัน เงินเฟ้อก็มีแน้วโน้มสูงขึ้นได้ ส่วนจะมีการปรับประมาณการเงินเฟ้อใหม่นั้น จะพิจารณาทุกไตรมาสดังนั้นยังไม่มีการปรับประมาณการในตอนนี้ ยกเว้นว่าเงินเฟ้อมีการปรับแบบมีนัยสำคัญและจากการติดตามก็ยังไม่ได้ถึงขั้นนั้น อย่างไรก็ดี การดูแลเงินเฟ้อเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง สามารถติดตามและดูแลได้เพราะต้องติดตามจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภค เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สูงขึ้นเพียง 1.06% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
เป็นการสูงขึ้นในอัตราที่ชะลอตัว จาก 1.13% ในเดือนก่อนหน้า ตามการลดลงของเนื้อสุกร ผักสด และผลไม้ รวมทั้ง การสูงขึ้นในอัตราที่น้อยลงของไก่สด ไข่ไก่ และน้ำมันเชื้อเพลิง จากมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ และการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเป็นสำคัญ และเฉลี่ย 2 เดือน (ม.ค.- ก.พ.) 2565 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงขึ้น 4.25% (AoA)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเงินเฟ้อในเดือนนี้จะปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างมาก แต่ยังมีเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจอื่นที่ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจของไทยปรับตัวดีขึ้น (ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนมกราคม 2565) ด้านอุปสงค์ ได้แก่ ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ รายได้เกษตรกร ยอดการจัดเก็บภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวสูงขึ้น ด้านอุปทาน ได้แก่ กำลังการผลิต และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งเครื่องชี้วัดเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจของไทยกำลังขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดี ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้และเพิ่มกำลังซื้อให้กับภาคธุรกิจและประชาชนได้ในภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

นอกจากนี้ แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไป เดือนมีนาคม 2565 ยังคงอยู่ในระดับสูง ตามราคาพลังงานที่ยังสูง (น้ำมันเชื้อเพลิง ค่ากระแสไฟฟ้า) เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับสูงขึ้นได้เช่นกัน รวมทั้งสินค้าในกลุ่มอาหารสำเร็จรูป และเครื่องประกอบอาหารเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับ ฐานราคาในช่วงต้นปี 2564 ค่อนข้างต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มสูงขึ้นได้อีกทาง

อย่างไรก็ตาม สินค้าที่เริ่มปรับตัวลดลง อาทิ กลุ่มอาหารสด โดยเฉพาะเนื้อสุกร ผักสด ผลไม้ รวมทั้งมาตรการภาครัฐในรูปแบบต่าง ๆ ที่คาดว่าจะมีอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน จะส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับที่เหมาะสม ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อในปี 2565 ยังคงมีความเสี่ยง และเคลื่อนไหวในช่วงกว้าง ซึ่งจะประเมินสถานการณ์และปรับตัวเลขคาดการณ์ให้มีความเหมาะสมในเดือนมีนาคม 2565

จากการติดตามรายการสินค้าและบริการ พบว่าสินค้าที่เพิ่มขึ้น 260 รายการ เช่น ค่ากระแสไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง เนื้อสุกร อาหารกลางวัน กับข้าวสำเร็จรูป น้ำมันพืช น้ำประปา ไข่ไก่ กระดูซี่โครงหมู สินค้าที่ลดลง 105 รายการ เช่น ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ส้มเขียวหวาน ขิง พริกสด ค่าเช้าบ้าน ค่าธรรมเนียมการศึกษา กล้วยน้ำว้า ค่าส่งพัสดุไปรษณี ส่วนสินค้าที่ไม่เปลี่ยนแปลง 65 รายการ เช่น ค่าบริการใช้โทรศัพท์มือถือ ค่าบริการใช้อินเทอร์เน็ต ค่าเดินทางไปเยี่ยมญาติและทำบุญ ค่าเบี้ยประกันภัยรถ ค่าภาษีรถยนต์ประจำปี ค่าเบี้ยประกันภัยคุ้มครองผู้ประสพภัยจากรถ

เงินเฟ้อปี 2565 ภายใต้สมมติฐานที่ประเมินไว้ คือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจขยายตัว 3.5-4.5% น้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ 63-73 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 31.5-33.5 บาทต่อเหรียญ ส่วนการคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2565 อยู่ในช่วง 0.7-2.4% ค่ากลางอยู่ที่ 1.5%

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ยูเครน รัสเซีย เงินเฟ้อ