ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่งทำนิวไฮในรอบกว่า 3 ปี
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐนิวไฮในรอบกว่า 3 ปี นักลงทุนจับตาการประชุมเฟดครั้งต่อไป 3-4 พ.ค.นี้ คาดเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ขณะที่เงินบาททิศทางอ่อนค่า ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 33.76/78 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 20 เมษายน 2565 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (20/4) ที่ระดับ 33.85/87 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (19/4) ที่ระดับ 33.74/74 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยนายราฟาเอล บอสติก ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยกล่าวว่า เฟดไม่ควรเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยรวดเร็วเกินไป เพราะจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
นายบอสติกกล่าวให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีเมื่อวานนี้ (19 เม.ย.) ว่า “กรรมการเฟดควรประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจ และพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ผมคิดว่ามุมมองของผมเป็นไปในทิศทางเดียวกับกรรมการเฟดท่านอื่น ๆ และเชื่อว่า เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราควรจะปรับอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับที่เป็นกลาง และดำเนินการในแนวทางนั้นอย่างรอบคอบระมัดระวัง”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามนายบอสติกว่า เขาเห็นด้วยหรือไม่กับการที่นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์กล่าวว่า เฟดอาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 0.75% จนแตะระดับ 3.5% ภายในสิ้นปีนี้เพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยนายบอสติกกล่าวว่า “อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แม้ว่านั่นจะไม่ใช่มุมมองของผมในเวลานี้ก็ตาม”
ทางด้านนายชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานเฟดสาขาชิคาโกกล่าวในการประชุมที่สมาคมเศรษฐกิจในรัฐนิวยอร์กเมื่อวานนี้ว่า เฟดควรปรับเพิ่มกรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 2.25%-2.50% ภายในปีนี้ และจากนั้นจึงพิจารณาถึงผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจ แต่หากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ก็มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก
ทั้งนี้ กรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยตามความเห็นของนายอีแวนส์ยังต่ำกว่ากรอบที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 2.50-2.75%
นอกจากนี้ นายอีแวนส์ระบุว่า เฟดยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 0.50% ในเวลานี้ การแสดงความเห็นของนายอีแวนส์และนายบอสติกเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเกือบ 500 จุดในวันอังคาร (19 เม.ย.)
ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมเฟดครั้งต่อไปในวันที่ 3-4 พ.ค.นี้ โดยตลาดการเงินคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมดังกล่าว ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.50% นับตั้งแต่ปี 2543
โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะระดับ 2.91% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2561 ท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีดีดตัวสู่ระดับ 2.890% หลังแตะระดับ 2.91% ในช่วงแรก ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 2.981%
ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.76-33.88 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.76/78 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้านี้ (20/4) ที่ระดับ 1.785/87 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (19/4) ที่ระดับ 1.0793/95 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ตามการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0784-1.0843 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0840/42 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (20/4) ที่ระดับ 129.28/30 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (19/4) ที่ระดับ 128.31/33 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ นโยบายทางการเงินที่สวนทางกันระหว่างญี่ปุ่น-สหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินเยนยังคงมีแนวโน้มที่อ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 128.07-129.40 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 128.25/27 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสองสหรัฐเดือนมีนาคม (20/4), ดัชนีภาคการผลิตจากฟิลาเดเฟียสหรัฐเดือนมีนาคม (21/4), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการสหรัฐเดือน มี.ค. (22/4)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -0.4/0.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ 0.0/+2.50 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ