ผู้เขียน : ณัฐนันท์ รำเพย Economist, Bnomics ฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงเทพ
Bnomic ฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงเทพ รายงานวิเคราะห์ “โค้งสุดท้ายเลือกตั้งฝรั่งเศส ศึกตัดสินอนาคตประเทศและEU ” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 24 เมษายน 2565 นี้
โดยในศึกครั้งนี้เป็นการย้อนรอยคู่ชิงเดิมจากเมื่อ 5 ปีก่อนอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีคนปัจจุบันนาย นายเอ็มมานูเอล มาครง ต้องมาชิงชัยกับ นางมารี เลอแปน ผู้ท้าชิงคนเดิม
แม้ในการเลือกตั้งครั้งก่อน มาครง จะชนะไปด้วยคะแนนค่อนข้างขาดลอย 66.1% ต่อ 33.9% แต่ในการชิงชัยครั้งนี้ หลายโพลต่างคาดการณ์กันว่า จะเป็นการแข่งขันที่สูสีกว่าเดิมมาก และก็ยังมีประเด็นให้ประชาชนชาวฝรั่งเศสต้องถกเถียงและตัดสินใจมากขึ้น อาทิ ด้านเศรษฐกิจเองก็ดีหรือจะเป็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในยูเครน
ซึ่งมุมมองต่อการจัดการปัญหาของทั้งสองคนก็มีความแตกต่างกันพอสมควร ทำให้ต่างฝ่ายต่างมีกลุ่มฐานคะแนนเสียงที่ต่างกันออกไป
นอกจากนี้ มุมมองที่ต่างกันเหล่านี้ ยังจะส่งผลต่อไปยังนโยบายที่ฝรั่งเศสจะมีในเรื่องความร่วมมือกับสหภาพยุโรป (EU) และเศรษฐกิจในอนาคตต่อไปด้วย

ทำความรู้จักเลือกตั้งฝรั่งเศส
ต้องขอเล่าเรื่องระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีของฝรั่งเศสว่าเป็นอย่างไรกันโดยสังเขปก่อน โดยการเลือกตั้งประธานาธิบดีของฝรั่งเศสในปัจจุบัน ถูกแบ่งออกเป็นสองรอบด้วยกัน
รอบแรก จะมีผู้สมัครลงชิงชัยกี่คนก็ได้ แต่จะคัดเลือกผู้สมัครที่มีคะแนนเสียงสองอันดับแรกเข้าไปสู่การเลือกตั้งรอบที่สอง ซึ่งเป็นรอบสุดท้ายต่อไป
ยกเว้นแต่ว่า ในการเลือกตั้งรอบแรก จะมีผู้สมัครคนใดคนหนึ่งที่ได้คะแนนเสียงเกิน 50% ไปเลย คน ๆ นั้นก็จะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี
แต่เหตุการณ์แบบนั้นก็เกิดขึ้นได้ยากมาก อย่างในการเลือกตั้งรอบแรกที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดี Macron ซึ่งเป็นผู้ที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด ก็ได้รับคะแนนเสียงเพียงแค่ 27.5% และก็ตามมาด้วยนาง Marine Le Pen ที่ 23.3%
ทำให้ต้องมีการจัดเลือกตั้งรอบที่สองระหว่างทั้งสองคน ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2022 นี้
ประเด็นสำคัญสู่ชัยชนะรอบนี้
ประเด็นสำคัญที่กำหนดผลแพ้ชนะรอบนี้เป็นข้อ ๆ ดังนี้
ในการเลือกตั้งหลายประเทศ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่เดิมมักจะเป็นผู้ที่ได้เปรียบและมักจะได้รับการเลือกอีกครั้งหนึ่ง แต่ในฝรั่งเศสนั้นความได้เปรียบดูจะไม่มากนักหรืออาจจะไม่มีเลย โดยหาก Macron ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเดิมชนะครั้งนี้ จะถือเป็นคนแรกในรอบ 20 ปี
ตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดผู้ชนะ คือ คะแนนเสียงของคนที่เลือกผู้สมัครคนอื่นก่อนหน้านี้ จะหันมาเลือกใครแทน
โดยผู้สมัครคนสำคัญก่อนหน้านี้อีกคนอย่าง Jean-Luc Melenchon ที่ได้คะแนนในการเลือกตั้งรอบแรกเป็นอันดับสาม 22% ออกมาพูดว่า “เขาไม่อยากให้คะแนนเสียงที่สนับสนุนเขาแม้แต่เสียงเดียว ไปสนับสนุนคุณ Le Pen” เนื่องจากทั้งสองมีแนวคิดการเมืองคนละขั้ว Melenchon มีแนวคิดฝ่ายซ้าย ส่วน Le Pen มีแนวคิดฝ่ายขวา
อย่างไรก็ดีทาง Melenchon ก็ไม่ได้ออกมาสนับสนุน Macron อย่างชัดแจ้งเช่นกัน
ประเด็นนี้ เรื่องแนวคิดการเมืองฝ่ายขวาและซ้ายในฝรั่งเศสค่อนข้างซับซ้อน ในขณะที่ Melenchon มีแนวคิดเอียงซ้ายค่อนข้างมาก Le Pen เอียงขวาค่อนข้างมาก ส่วน Macron กลับมีแนวคิดที่เป็น Centrist (กึ่งกลางระหว่างสองขั้ว)
ทำให้กลายเป็นว่า ทั้งคนที่มีแนวคิดซ้ายสุดโต่งและขวาสุดโต่งต่างก็ไม่อยากเลือก Macron ด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็เคยทำการประท้วงใหญ่ต่อการบริหารงานของ Macron มาก่อนแล้วในปี 2018
ตอนนี้คะแนนในโพลของ Macron ยังนำอยู่ เช่น โพลของ Ifop-Fiducial ที่แสดงให้เห็นว่า นอกจากจะมีคะแนนนำแล้ว ก็ยังทำคะแนนทิ้งห่าง Le Pen มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย
แต่อีกตัวเลขที่น่าสนใจ คือ กลุ่มฐานเสียงที่เลือก Macron (รวมถึง Melenchon) มักจะอยู่ในเมืองที่ร่ำรวย เช่น ปารีส บอร์กโดซ์ ลียง เป็นต้น
ในขณะที่เมืองที่ยากจนกว่า หรือ ก็คือเมืองแถบชนบทจะเลือก Le Pen ซึ่งนี่เองเป็นส่วนสะท้อนปัญหาสำคัญที่อยู่ในใจประชาชนในช่วงการบริหารของคุณ Macron ที่คนในชนบทยังรู้สึกถูกทอดทิ้งอยู่
และอันที่จริง ฐานเสียงคนชนบทก็ยังเป็นคนกลุ่มเดิมกับที่เลือก Le Pen เมื่อปี 2017 สะท้อนจากที่เมื่อ 5 ปีก่อน ยิ่งประชากรอยู่ห่างจากสถานีรถไฟเท่าไร (ซึ่งแปลว่าอยู่ห่างจากตัวเมืองไปด้วย) ก็ยิ่งมีแนวโน้มจะเลือก Le Pen มากขึ้นเท่านั้น
แปลว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาMacron แทบจะไม่สามารถแก้ปัญหาและเอาชนะใจคนเหล่านี้ได้เลย ดังนั้นในช่วงเวลาที่เหลือ ถ้า Macron อยากเอาชนะอย่างแน่นอน ก็ต้องหาวิธีดึงคะแนนจากคนกลุ่มนี้ให้ได้มากขึ้น

ตัดสินอนาคตประเทศและ EU
ส่วนด้านนโยบายก็มีความสำคัญต่อการตัดสินผลแพ้ชนะ เริ่มด้วยนโยบายการต่างประเทศ ส่วนสำคัญคือ Le Pen เสนอว่า จะถอนฝรั่งเศสออกจากโครงสร้างภาระทางทหารของ NATO
เพราะเธอมองว่า องค์กรนี้สร้างขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับอเมริกามากกว่าคนอื่น นอกจากนี้ ตอนแรกก็สร้างขึ้นมาเพื่อคานอำนาจกับสหภาพโซเวียด ในเมื่อตอนนี้โซเวียดล่มสลายไปแล้ว ก็ควรจะลดบทบาทในทวีปยุโรปลงได้แล้ว ซึ่งถ้าเธอชนะจริงก็จะส่งผลต่ออนาคตของ NATO และ EU แน่นอน
และก็ยังมีนโยบายด้านผู้อพยพที่ Le Pen ออกมาพูดว่า เธอจะควบคุมการอพยพของคนเข้ามาในฝรั่งเศสมากขึ้นและสร้างความมั่นคงในชีวิต ซึ่งอาจจะไปขัดแย้งกับแนวทางของ EU ที่รับผู้อพยพหลากหลายเชื้อชาติมาตลอด
แต่นักวิชาการหลายคนต่างชี้ว่า ประเด็นสำคัญที่จะตัดสินผลการเลือกตั้งจริงๆ จะเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจและปากท้อง ที่ตอนนี้ปัญหาเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่สูงกำลังเพิ่มต้นทุนในการใช้ชีวิตของคนฝรั่งเศสมากขึ้นเรื่อยๆ
Le Pen ออกมาบอกว่า การคว่ำบาตรรัสเซียของเธอ จะไม่มีการออกนโยบายที่จะต้องทำให้คนฝรั่งเศสเจ็บตัวเอง แต่ Macron ไม่ได้แสดงท่าทีเรื่องนี้ชัดเจน
และก็มีประเด็นสำคัญในการเพิ่มอายุการเกษียณงานจาก 62 ปี เป็น 65 ปี ที่ทาง Macron กำลังผลักดันอยู่ ที่สร้างความไม่พอใจให้หลายคน
แต่ข้อได้เปรียบสำคัญของ Macron ก็ยังมีอยู่ เมื่อมองย้อนประวัติศาสตร์กลับไป ฝรั่งเศสไม่เคยเลือกประธานาธิบดีผู้มีแนวคิดขวาสุดโต่งมาก่อน และด้วยความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น หลายคนก็มองว่า การเลือกคนที่เป็นผู้ดำเนินการเจรจาอยู่ก่อนแล้ว น่าจะทำให้สถานการณ์มีเสถียรภาพมากกว่า
แต่เหตุผลเหล่านี้ ก็ไม่ได้หมายถึงว่า ประชาชนในฝรั่งเศสชื่นชอบ Macron มากเป็นพิเศษ ตรงกันข้าม เหมือนกับว่าที่ต้องเลือก Macron เหมือนกับทางเลือกบังคับที่แย่น้อยกว่าการไปเลือก Le Pen