เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
Biz Movement ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
‘ภาวิช’ ชงร่าง กม.ศึกษาฯ ภาค ปชช.ให้ ‘พท.’ ประกบ พ.ร.บ.หลักของพรรคการเมือง หลังพบเนื้อหายังไม่ใช่
News ‘ภาวิช’ ชงร่าง กม.ศึกษาฯ ภาค ปชช.ให้ ‘พท.’ ประกบ พ.ร.บ.หลักของพรรคการเมือง หลังพบเนื้อหายังไม่ใช่
SIRI CAMPUS ออฟฟิศไม่ใช่แค่พื้นที่ทำงาน
Biz Movement SIRI CAMPUS ออฟฟิศไม่ใช่แค่พื้นที่ทำงาน
คุยกับ ‘กระทิง-เรืองโรจน์’ How To รับมือวิกฤตยุค ‘โลกปั่นป่วน’
Business คุยกับ ‘กระทิง-เรืองโรจน์’ How To รับมือวิกฤตยุค ‘โลกปั่นป่วน’
SUZUKI eVITARA รถอีวีที่ไม่ต้องปรับตัวเยอะ
Automotive SUZUKI eVITARA รถอีวีที่ไม่ต้องปรับตัวเยอะ
กองทัพภาคที่ 1 ซ้อมย่อยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ แนะประชาชนเลี่ยงเส้นทาง
News กองทัพภาคที่ 1 ซ้อมย่อยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ แนะประชาชนเลี่ยงเส้นทาง
นายกฯ ลงนาม ‘ไทย–ภูฏาน’ ร่วมมือด้าน พลังงานสะอาด-การเงินภาคเกษตร
Politics นายกฯ ลงนาม ‘ไทย–ภูฏาน’ ร่วมมือด้าน พลังงานสะอาด-การเงินภาคเกษตร
‘ความหวัง’ คือสิ่งที่ต้องลงมือ ‘สร้าง’
สามัญสำนึก ‘ความหวัง’ คือสิ่งที่ต้องลงมือ ‘สร้าง’
ออมสิน ปลุกกระแสการออมยุคใหม่ “วัน(อวด)ออมแห่งชาติ” คึกคัก
Finance ออมสิน ปลุกกระแสการออมยุคใหม่ “วัน(อวด)ออมแห่งชาติ” คึกคัก
จัดใหญ่กอล์ฟ 50 ปี ประชาชาติ 23 พ.ย.
ข่าวหน้า 1 จัดใหญ่กอล์ฟ 50 ปี ประชาชาติ 23 พ.ย.
ดูทั้งหมด

เบื้องหลังวิกฤต ‘คริปโต’ ผวาลามระบบการเงิน

18 พ.ค. 2565 | 19:11น.
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินดิจิทัลหรือคริปโตเคอร์เรนซี ร่วงลงอย่างหนักเพิ่งจะทรงตัวได้ในตอนปลายสัปดาห์ แต่บรรยากาศก็ยังเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย และไม่ไว้วางใจอยู่ดีนั่นเอง

คริปโตเคอร์เรนซี มีธรรมชาติที่ผันผวนอย่างหนัก ที่พบเห็นกันเป็นประจำก็คือการขึ้นหรือลงมากถึง 10% ภายในวันเดียว จนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว

กระนั้นก็ยังมีคนที่พยายามสร้างเสถียรภาพให้กับเงินสกุลดิจิทัลทั้งหลายเหล่านี้ วิธีการหนึ่งที่นิยมกันมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็คือการออกสกุลเงินดิจิทัลที่มีดอลลาร์หนุนหลัง เพื่อค้ำประกันว่า ทุก ๆ 1 เหรียญดิจิทัล สามารถแลกเป็นดอลลาร์ได้จริง ๆ 1 ดอลลาร์

นั่นคือที่มาของ “สเตเบิลคอยน์”

สเตเบิลคอยน์ จำแนกออกได้เป็น 2 ประเภท หนึ่งคือเงินดิจิทัลที่มีเงินดอลลาร์ หรือมีทรัพย์สินที่แท้จริงหนุนหลังจริง ๆ ซึ่งอาจจะเป็นเงินดอลลาร์ หรือทรัพย์สินอื่น ๆ อาทิ อสังหาริมทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันที่อัตรา 1 ต่อ 1 คือ 1 คริปโตต่อ 1 ดอลลาร์

อีกประเภทหนึ่งเรียกกันว่า “อัลกอริธมิค สเตเบิลคอยน์” คือเงินคริปโต ที่ออกโดยมีหลักทรัพย์หนุนหลังเช่นกัน แต่ไม่ได้เป็นทรัพย์สินจริง ๆ หากแต่เป็นสกุลเงินคริปโตอื่น ๆ ที่ผู้ออกถือครองอยู่เป็ทุนสำรอง เพื่อให้อ้างได้ว่าเป็นคริปโตที่มีหลักประกันในอัตรา 1 ต่อ 1 ดอลลาร์ เช่นเดียวกัน

ปัญหาของเงินดิจิทัลประเภทอัลกอริธมิค สเตเบิลคอยน์ ก็คือ ทุกอย่างเป็นเพียงแค่คำกล่าวอ้าง ที่ขึ้นอยู่กับความเชื่อของนักลงทุน เนื่องจากไม่มีวันที่หลักทรัพย์ที่ไม่มีเสถียรภาพจะกลายเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันให้สกุลเงินใด ๆ มีเสถียรภาพได้

“อัลกอริธมิค คอยน์” ไม่มีวันคงอัตราแลกเปลี่ยนกับดอลลาร์ไว้ที่ 1 ต่อ 1 ได้ ในกรณีที่ตลาดคริปโตทั้งตลาดร่วงลงอย่างหนัก ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับเงินคริปโตสกุลเทอร์รา ยูเอสดี (เรียกกัน
สั้น ๆ ว่า ยูเอสที) และลูนา ของเทอร์ราฟอร์ม แล็บ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อเดือนกันยายน 2020 “โด กวอน” ผู้ก่อตั้งเทอร์ราฟอร์ม แล็บ ออกเหรียญคริปโตออกมา 2 ตัวพร้อม ๆ กัน หนึ่งคือ เทอร์รา ยูเอสดี หรือ “ยูเอสที” อีกหนึ่งคือ “ลูนา” โดยกำหนดให้ 1 ยูเอสที มีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์ โดยอ้างว่ามีโทเค็นมูลค่า 18,000 ล้านดอลลาร์ หนุนหลัง ในขณะที่ปล่อยให้ ลูนา มีค่าเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ตามกลไกตลาด

ทั้งยูเอสที และลูนา ถูกผูกโยงเข้าด้วยกัน ผ่านทาง Anchor Protocol อันเป็นระบบที่แยกต่างหากสำหรับใช้สร้างเสถียรภาพให้กับยูเอสที

ในกรณีที่ยูเอสที มีมูลค่าเกิน 1 ดอลลาร์ บริษัทสามารถออกเหรียญยูเอสทีเพิ่มขึ้นได้ ด้วยการลดจำนวนเหรียญลูนา ที่มีมูลค่าเทียบเท่ากับ 1 ดอลลาร์ลง

ในทางตรงกันข้าม หากยูเอสทีมีมูลค่าลดลงต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ บริษัทก็จะเพิ่มจำนวนเหรียญลูนา ขึ้นโดยผ่านระบบที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง อย่าง Anchor Protocol ซึ่งจะจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ที่ให้ยืม ยูเอสที ที่อัตรา 20% โดยจะจ่ายเป็นเหรียญยูเอสที หากไม่มีทั้งผู้ให้กู้และผู้ยืมมากพอ บริษัทจะเป็นผู้ทำหน้าที่อุดหนุนดอกเบี้ยเพื่อการนี้เอง โดยดึงจากเงินทุนประกอบการของบริษัท

ระบบที่ว่านี้ ทำให้เราเห็นได้ชัดว่า ทั้งยูเอสทีและลูนา ไม่น่าจะถูกเรียกว่า สเตเบิลคอยน์ เพราะมันไม่มีอะไรค้ำประกันเลยแม้แต่น้อย

ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2022 ที่ผ่านมา เมื่อมีผู้ถอนเงินมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ ออกจาก Anchor ทำให้ Anchor หลงเหลือสภาพคล่องสำหรับใช้หนุนหลังยูเอสที ที่มีมูลค่าในตลาดในเวลานั้นสูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์ อยู่เพียงแค่ 300 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ผู้ถือยูเอสที พร้อมใจกันถอน ยูเอสที มูลค่า 3,800 ล้านดอลลาร์ ออกจาก Anchor ทำให้ค่าเงินยูเอสทีร่วงลงมาจาก 1 ดอลลาร์ เหลือเพียง 0.987 ดอลลาร์ และทำให้มูลค่าของลูนา หายไป 10% ในชั่วพริบตา

นั่นยังไม่นับเงินคริปโต ยูเอสที ที่ถูกขายผ่าน Curve และ Binance อีกต่างหาก

พอถึงวันที่ 8 พฤษภาคม เทอร์ราฟอร์ม แล็บ พยายามเติมสภาพคล่องของยูเอสทีตลอดทั้งวัน โดยการเทขายบิตคอยน์ มูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์ออกมา กระนั้นพอถึงเช้าวันที่ 9 พฤษภาคม ทุนสำรองของ Anchor ก็ลดฮวบลงเหลือเพียง 9,000 ล้านดอลลาร์ ราคาลูนาร่วงวูบทันที ในขณะที่ยูเอสที หล่นวูบลงมาอยู่ที่ 0.65 ดอลลาร์เท่านั้น

บิตคอยน์เองร่วงลงมาจาก 35,857 ดอลลาร์ ในวันที่ 7 พฤษภาคม ลงมาอยู่ที่ 29,735 ดอลลาร์ ในเช้าวันที่ 10 และ 25,500 ดอลลาร์ เมื่อถึงเช้าวันที่ 12 พฤษภาคม

ราคาหุ้นของคอยน์เบส ซึ่งเป็นตลาดแลกเปลี่ยนคริปโตก็วูบลงตามมาเช่นเดียวกัน

นักการเงินบางคนถึงกับระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนการจำลองวิกฤตการณ์หนี้เมื่อปี 2008 มาเกิดขึ้นอีกครั้้ง เพียงแต่ขนาดย่อมกว่าเท่านั้นเอง

กระนั้นก็อดมีคำถามเกิดตามมาไม่ได้ว่า วิกฤตครั้งนี้จะลุกลามต่อไปหรือไม่ และจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมมากน้อยแค่ไหนกันแน่