เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

อันดับยิ้มแย้ม

23 ก.ค. 2565 | 18:55น.

คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

เรื่องที่น่าแปลกใจเกี่ยวกับผลสำรวจของแกลลัป ว่าด้วยอารมณ์คนทั่วโลก ปี 2565 หรือ Gallup Global Emotions 2022 คือมีเพจชื่อสถิติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหมือนจะหยิบข้อมูลจากผลสำรวจนี้ส่วนที่เป็นภูมิภาคอาเซียน เอามาทำกราฟิกหัวข้อ “อันดับประเทศในอาเซียนที่ยิ้มแย้มให้ผู้คนมากที่สุด”

กราฟิกนี้ “อินโดนีเซีย” ครองอันดับหนึ่ง รองลงมาเป็นกัมพูชา ลาว เวียดนาม ส่วนไทยรั้งท้ายอันดับ 9 ยิ้มน้อยกว่าชาวเมียนมาด้วยซ้ำ และเมื่อเทียบคะแนนแล้ว อินโดนีเซียได้ 90 คะแนน ไทยได้เพียง 72 คะแนน

เพจที่เผยแพร่บอกว่า สถิติดังกล่าวได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ใน 100 ประเทศ จำนวน 1,000 คน ระหว่างปี 2564-2565 แต่ทางโฆษกรัฐบาลไทยแถลงต่อมาว่าไม่มีเนื้อหาเรื่องการยิ้มแย้มในผลสำรวจนี้แต่อย่างใด

เมื่อเราดาวน์โหลดเอกสารมาอ่านรายละเอียด พบว่าเป็นไปตามที่โฆษกรัฐบาลระบุ คือไม่เห็นมีภาพกราฟิกแบบที่ปรากฏในเพจ มีแต่กราฟิกเผยประเทศยิ้มไม่ออกมากที่สุดคือ อัฟกานิสถาน จาก 122 ประเทศ

ถ้าใครที่ชาตินิยมมาก ๆ อาจจะโพล่งออกมาว่า นั่นไง ว่าแล้วเชียว จู่ ๆ สยามเมืองยิ้มจะดิ่งลงไปอยู่ที่โหล่ในอาเซียนได้อย่างไร ในเมื่อคนไทยยังยิ้มเก่ง โดยเฉพาะในด้านการรับรู้ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ไทยรั้งอันดับ 9 ได้รับความสนใจและเป็นไวรัลพอสมควร เนื่องจากมาเผยแพร่ในช่วงที่คนไทยกำลังเผชิญความยากลำบากทางเศรษฐกิจ มีรายได้เท่าเดิมหรือรายได้ลด หรืออาจตกงาน แต่ต้องมาเจอค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าข้าวของต่าง ๆ รวมถึงราคาพลังงาน ทั้งน้ำมัน แก๊สหุงต้ม ค่าไฟฟ้า เรียกว่ามากันครบเครื่อง และหลายคนหนี้เพิ่มและพอกพูน

คนเราเจอกับสถานการณ์อย่างนี้ รอยยิ้มจะหายไปหรือไม่ และหายไปขนาดไหน ยังคงเป็นเรื่องน่าคิด

สำหรับรายงานตัวจริงของ Gallup Global Emotions Report สำรวจประชาชนที่ผ่านประสบการณ์ทั้งบวกและลบ ช่วงปี 2564 ถึงต้นปี 2565 ระบุว่า หวังให้ดัชนีนี้สะท้อนสุขภาพทางอารมณ์ของสังคม ซึ่งตัวเลขทางเศรษฐกิจไม่ครอบคลุม

บทสรุปของปี 2564 คือประชาชนทั่วโลกวิตกกังวลมากขึ้น เครียด และเศร้ากว่าช่วงเวลาใด ๆ ในช่วง 16 ปีแห่งความหลัง อีกทั้งเจอเรื่องดี ๆ น้อยกว่าเมื่อปี 2563 ที่โควิดระบาดหนักด้วยซ้ำ

คนที่บอกว่าเจอเรื่องเศร้าหนักหนาสาหัส มีสัดส่วนสูงถึง 28% เป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงที่สุดเท่าที่ทำการสำรวจมา ขณะที่ 42% บอกว่า เจอเรื่องให้กังวลมากกว่าเมื่อปี 2563

ดังนั้นหากจะบอกว่า คนไทยกังวลและยิ้มน้อยกว่าเดิมก็มีความเป็นไปได้ เพราะเป็นไปตามกระแสโลก เหมือนเวลาเศรษฐกิจไม่ดี ก็บอกได้ว่าเพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี หรือภาวะเงินเฟ้อก็บอกได้ว่า เฟ้อกันทั่วโลก ถ้าราคาพลังงานพุ่งก็เป็นปัจจัยภายนอกเช่นเดียวกัน

แต่ก็มีอยู่เรื่องนึงที่ประเทศไทยมี แต่ต่างประเทศไม่มีแน่ ๆ คือการพูดถึงความขมขื่นให้เป็นเรื่องขำขันได้ อย่างวันก่อนที่ลุงป้อมลุกขึ้นชี้แจงในสภาขณะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ บอกว่า ตนเองไม่เกี่ยวกับการรัฐประหาร เป็นลุงตู่คนเดียวที่ปฏิวัติ เรียกเสียงฮาครืนจากสมาชิกส่วนหนึ่งที่อยู่ในห้องประชุม

ที่สำคัญคือจังหวะนั้น ลุงตู่ยังยกมือเป็นสัญญาณยอมรับพร้อมรอยยิ้ม อารมณ์ตรงนี้ถ้าทีมเก็บข้อมูล Gallup Global Emotions มาสำรวจสถานการณ์ในปี 2565 เข้าพอดี อาจจะงงจนจัดข้อมูลไม่ถูกเลยก็ได้ ว่าควรจะไปใส่เนื้อหาแบบนี้ไว้ตรงส่วนไหน

เพราะคงไม่เคยเจอผู้นำที่ยิ้มรับประเด็นร้ายแรงทางการเมืองได้เป็นธรรมชาติขนาดนี้ ผิดกับตอนที่ถูกเปรียบเทียบความสามารถกับผู้นำในอดีตซึ่งมักออกอาการฉุนเฉียวได้ง่าย ๆ

เรียกว่าให้คะแนนยากยิ่งกว่านับมติไม่ไว้วางใจเสียอีก

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ สามัญสำนึก