เปิดเส้นทาง Microsoft-OpenAI เดิมพันครั้งใหญ่ชิงแชมป์บิ๊กเทค

ไมโครซอฟท์
REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo/File Photo

กรณียักษ์เทคระดับโลก Microsoft ประกาศเตรียมลงทุนอีก 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.2 แสนล้านบาท) ใน OpenAI เพิ่มจากเดิม Microsoft ได้ลงทุนมาแล้วมากกว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกในวันที่ 23 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา

The New York Times รายงานวิเคราะห์ว่า ข้อตกลงใหม่นี้บ่งชี้อย่างชัดเจนถึงความสำคัญของเทคโนโลยี OpenAI ว่ามีผลอย่างยิ่งยวดต่ออนาคตของ Microsoft ในการแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายอื่น เช่น Google, Meta และ Apple

เหตุผลที่ Microsoft ลงทุนใน OpenAI

ด้วยข้อมูลเชิงลึกของ Microsoft และปัญญาประดิษฐ์ที่ล้ำยุคของ OpenAI บริษัทต่าง ๆ จึงหวังว่าจะยังคงอยู่ในระดับแนวหน้าของปัญญาประดิษฐ์เชิงกำเนิด (Generate A.I.) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถสร้างข้อความ รูปภาพ และสื่ออื่น ๆ เพื่อตอบสนองต่อข้อความแจ้งสั้น ๆ หลังจากที่ OpenAI เปิดให้ทดลองใช้ ChatGPT เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2565 แล้วได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ทั่วโลก โดย ChatGPT ซึ่งเป็นแชตบอตที่ตอบคำถามด้วยข้อความเป็นความเรียงที่ชัดเจนและเว้นวรรคได้อย่างดี ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของคลื่นลูกใหม่ของ A.I.

ผลจากการวิจัยทางเทคโนโลยีดิจิทัลมากว่าทศวรรษของบริษัทต่าง ๆ ทั้ง OpenAI, Google และ Meta ทำให้เทคโนโลยี Generate A.I. พร้อมที่จะสร้างทุกอย่างใหม่ตั้งแต่เครื่องมือค้นหาออนไลน์เหมือน Google Search และ Microsoft Bing ไปจนถึงโปรแกรมแก้ไขรูปภาพและกราฟิกอย่าง Photoshop

The New York Times อ้างแหล่งข่าวภายในที่ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นไปตามการประกาศของ Microsoft เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าได้เริ่มเลิกจ้างพนักงาน 10,000 ตำแหน่ง การเปลี่ยนแปลง ซึ่งรวมถึงการเลิกจ้าง การสิ้นสุดสัญญาเช่า และสิ่งที่เรียกว่า “การเปลี่ยนแปลงพอร์ตโฟลิโอฮาร์ดแวร์ของบริษัท” จะทำให้มีเงินทุนเพิ่มขึ้น 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

ซึ่งนายสัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Microsoft กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า การปรับลดคนจะทำให้บริษัทกลับไปโฟกัสที่ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็น “คลื่นลูกใหม่แห่งการประมวลผล”

นายนาเดลลากล่าวด้วยว่า ระยะต่อไปของการเป็นหุ้นส่วนกับ OpenAI จะมุ่งเน้นไปที่การนำเครื่องมือเข้าสู่ตลาด นักพัฒนาและองค์กรในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะสามารถเข้าถึง A.I. ที่ดีที่สุดได้ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน แบบจำลอง และห่วงโซ่เครื่องมือ

เส้นทาง OpenAI กับการลงทุนของ Microsoft

Advertisement

OpenAI ถูกสร้างขึ้นในปี 2558 โดยกลุ่มผู้ประกอบการและนักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์กลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งรวมถึงนายแซม อัลท์แมน (Sam Altman) หัวหน้าผู้สร้างสตาร์ตอัพ Y Combinator, นายอีลอน มัสก์ (Elon Musk) มหาเศรษฐีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า Tesla และอิลยา ซุตสเคเวอร์ (Ilya Sutskever) หนึ่งในนักวิจัยที่สำคัญที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมา

แรกเริ่มนั้นพวกเขาก่อตั้งแล็บวิจัยขึ้นมาในฐานะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร แต่หลังจากที่อีลอน มัสก์ ถอยห่างออกไปในปี 2561 นายอัลท์แมนได้ปรับปรุง OpenAI ให้เป็นบริษัทที่แสวงหาผลกำไร เพื่อให้สามารถระดมเงินที่จำเป็นสำหรับการวิจัยได้

หนึ่งปีต่อมา Microsoft ได้ให้เงินลงทุนมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐแก่ OpenAI และเพิ่มทุนอย่างเงียบ ๆ อีก 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีต่อมา

เงินเหล่านี้ช่วยให้ OpenAI โฟกัสกับพลังการประมวลผลที่จำเป็นต่อการสร้างเอไอเชิงกำเนิด และกลายเป็น เทคโนโลยี OpenAI ที่เป็นที่รู้จัก

OpenAI กำลังเจรจาเพื่อทำข้อตกลงที่จะขายหุ้นที่มีอยู่ในคำเสนอซื้อ ซึ่งอาจมีมูลค่ารวม 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นอยู่กับจำนวนพนักงานที่ตกลงขายหุ้นของพวกเขา และจะประเมินมูลค่าบริษัทที่ประมาณ 29,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

OpenAI มีอะไรเจ๋ง

ไม่ใช่แค่ ChatGPT เท่านั้นที่ทำผลงานได้เป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลก ก่อนหน้านี้ในปี 2563 บริษัท OpenAI ได้สร้าง A.I. ระบบ GPT-3 ซึ่งสามารถสร้างข้อความได้เอง รวมถึงทวีต บล็อกโพสต์ บทความข่าว และแม้แต่รหัสคอมพิวเตอร์ และเมื่อปีที่แล้ว OpenAI ได้เปิดตัว DALL-E ซึ่งช่วยให้ทุกคนสร้างภาพที่เหมือนจริงได้เพียงแค่บรรยายสิ่งที่ต้องการจะเห็น

ChatGPT ใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับ GPT-3 โดยแสดงให้สาธารณชนเห็นว่าเทคโนโลยีชนิดนี้มีประสิทธิภาพเพียงใด ผู้คนมากกว่าหนึ่งล้านคนทดสอบแชตบอตนี้ในช่วงสองสามวันแรกทางออนไลน์ โดยใช้มันเพื่อตอบคำถามเรื่องไม่สำคัญ อธิบายแนวคิด และสร้างทุกอย่าง ตั้งแต่บทกวีไปจนถึงภาคนิพนธ์

Microsoft ได้นำ GPT-3, DALL-E และเทคโนโลยี OpenAI อื่น ๆ ใส่ไว้ในผลิตภัณฑ์ของบริษัทแล้ว สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ GitHub บริการออนไลน์ยอดนิยมสำหรับโปรแกรมเมอร์ของ Microsoft ซึ่งนำเสนอ Copilot ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สามารถสร้างตัวอย่างโค้ดคอมพิวเตอร์ได้โดยอัตโนมัติ

เป้าหมายคือสิ่งที่เหนือกว่า เอไอแชตบอต

Microsoft และ OpenAI กล่าวว่า เป้าหมายของพวกเขาน้นสูงกว่าการสร้างแชตบอต หรือผู้ช่วยเขียนโปรแกรมที่ดีกว่า

ภารกิจของ OpenAI ที่ระบุไว้ก็คือ คือการสร้างปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป หรือ A.G.I. (Artificial General Intelligence-ระบบ AI แห่งอนาคตที่จะมีความสามารถเทียบเท่ากับมนุษย์ ทั้งการคิด และวิเคราะห์ โดยจะมีความเชี่ยวชาญในหลาย ๆ ด้านคล้ายมนุษย์) ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่สามารถทำทุกอย่างที่สมองมนุษย์สามารถทำได้

เมื่อ OpenAI ประกาศข้อตกลงเบื้องต้นกับ Microsoft ในปี 2019 สัตยา นาเดลลา ซีอีโอ Microsoft อธิบายว่า นี่เป็นเป้าหมายอันทะเยอทะยานที่บริษัทอย่าง Microsoft ควรดำเนินการ โดยเปรียบเทียบกับ A.G.I. ต่อความพยายามของบริษัทในการสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำงานเร็วกว่าคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันแบบทวีคูณ

“ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหาควอนตัมคอมพิวติ้ง หรือการแสวงหา A.G.I. ผมคิดว่าเราต้องการการนำทางที่มีความทะเยอทะยานสูงเช่นนี้ หรือกล่าวได้ว่า นักวิจัยไม่จำเป็นต้องรู้วิธีสร้างเอไอนี้ แต่หลายคนเชื่อว่าระบบเอไอ เช่น ChatGPT เป็นสิ่งนำทางหรือ North Star สู่เป้าหมายอันสูงส่งในยุคต่อไป” นาเดลลากล่าว

ศึกปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่ และความท้าทายที่รออยู่

ในระยะเวลาอันใกล้นี้ เทคโนโลยีเอไอเหล่านี้เป็นหนทางสำหรับ Microsoft ในการขยายธุรกิจ เพิ่มรายได้ และแข่งขันกับ Google และ Meta ซึ่งกำลังจัดการกับ A.I. ที่ก้าวหน้าด้วยความเร่งรีบ

ซุนดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) หัวหน้าผู้บริหารของ Alphabet บริษัทแม่ของ Google เพิ่งประกาศ “code red” แผนการระยะยาวและการพัฒนา AI ที่เริ่มต้นแบบก้าวกระโดด โดย Google ตั้งใจที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์มากกว่า 20 รายการ และสาธิตเครื่องมือค้นหาเวอร์ชั่นที่มีฟีเจอร์แชตบอตในปี 2566 นี้

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยี AI ใหม่ ยังมาพร้อมกับข้อบกพร่องมากมายที่ท้าทายผู้พัฒนา เนื่องจากที่ผ่านมา AI มักจะสร้างเนื้อหาที่เป็นพิษ ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่ผิด คำพูดแสดงความเกลียดชัง และภาพที่มีอคติต่อผู้หญิงและคนผิวสี

Microsoft, Google, Meta และบริษัทอื่น ๆ ไม่เต็มใจที่จะเผยแพร่เทคโนโลยีเหล่านี้ เนื่องจากอาจสร้างความเสียหายต่อแบรนด์ของตนเองได้

เมื่อห้าปีที่แล้ว Microsoft เปิดตัวแชตบอตชื่อ Tay ซึ่งสร้างภาษาเหยียดเชื้อชาติและเกลียดชังชาวต่างชาติ และลบออกจากอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็วหลังจากมีการร้องเรียนจากผู้ใช้

ความท้าทายของเหล่าบริษัทเทคจึงไม่ใช่แค่ว่าใครจะมี AI ที่ล้ำกว่ากัน แต่เป็นใครจะมี AI ที่มีความเป็นมนุษย์ที่มีบกพร่องน้อยกว่ากัน