Tech Discovery EP.28 ราคาบิตคอยน์ และคริปโต เกี่ยวกันอย่างไร

คนหน้าใหม่ มือใหม่ที่เข้าตลาดคริปโตเคอร์เรนซี คงจะเริ่มสังเกตว่า เวลาราคา Bitcoin เพิ่มต่อเนื่อง คริปโตสกุลอื่น ๆ ขึ้นตาม เมื่อราคาบิตคอยน์ตกเพียงนิด เหรียญอื่นร่วงลงดินเลยเทียว ทำไมราคาคริปโต ถึงสัมพันธ์กับบิตคอยน์ขนาดนั้น ทั้ง ๆ ที่เป็นเหรียญคนละสกุลคนละสินทรัพย์กันเลย

Bitcoin เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนมาก่อน

“Tech Discovery” โดย “ประชาชาติธุรกิจ” ในตอนนี้ จึงอยากไล่เรียงความสัมพันธ์ของ “บิตคอยน์” และ คริปโตเคอร์เรนซีอื่น ๆ ว่าทำไม บิตคอยน์ถึงส่งอิทธิพลต่อตลาดขนาดนั้น

แต่บิตคอยน์ ไม่ได้เกิดมาเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนในโลกอินเทอร์เน็ตมาเป็นสกุลแรกหรอกครับ

สกุลเงินสำหรับอินเทอร์เน็ต หรือสื่อกลางสำหรับโลกดิจิทัล ไม่ได้เพิ่งจะมามี Bitcoin เป็นโปรเจ็กต์แรกในโลก ก่อนหน้านี้มีการพยายามพัฒนา E-Gold และ E-Cash เพื่อใช้ชำระเงินบนโลกอินเทอร์เน็ต แต่เห็นจะไม่สำเร็จเนื่องจากปัญหาสำคัญคือระบบเหล่านั้น “มีเจ้าของ” มีคนควบคุม และคนใช้จะต้อง “เชื่อใจ” คนคุมระบบ

เพียงแต่ว่ายังไม่มี ระบบชำระเงินแบบไหนที่ประสบความสำเร็จได้เท่าบิตคอยน์เพราะว่าบิตคอยน์เนี่ยเขาก็ไปรวมเทคโนโลยีที่เคยทำมาไม่ว่าจะเป็นการใช้บล็อกเชนเพื่อทำให้ตัวเองไร้ศูนย์กลาง เพื่อช่วยกันตรวจสอบระบบการเข้ารหัสคริปโตกราฟ (เป็นที่มาของคริปโตเคอร์เรนซีนั่นเอง)

Advertisment

หรือแม้กระทั่งฮาร์ดแวร์ในการใช้ทำงาน ประมวลผลหรือขุดบิตคอยน์ ถึงแม้ว่าว่ามันไม่ใช้ฮาร์ดแวร์อะไรเยอะมาก แต่มีความพร้อมพรั่งที่ทำให้เครือข่ายมันใหญ่ขึ้นได้ บิตคอยน์มาถูกเวลามากกว่า

ประกอบกับระบบการเงินในช่วงปี 2008-2009 ที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ก็ทำให้คนเริ่มไม่เชื่อมั่นในระบบธนาคารกลางทำให้ความเชื่อแบบบิตคอยน์เข้ามามีอิมแพคกับผู้คนพอสมควร

ความตั้งใจของ BTC คือต้องสามารถพิสูจน์คุณสมบัติการเป็นเงินที่ดี คือ ไม่เสื่อมสภาพ ใช้แทนกันได้ และหาได้ยากหรือมีจำนวนจำกัด จากอุปทานสูงสุด 21ล้าน BTC จะยิ่งยากไปเรื่อย ๆ เมื่อผ่านการลดจำนวนทุก 4 ปี หรือ Bitcoin Halving ครั้งแรกในปี 2012 ก็เป็นข้อพิสูจน์ประจักษ์ชัดและเริ่มมี “การลอกเลียน” และ “ปรับแต่ง” คุณสมบัติของ Bitcoin ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ๆ

ซึ่ง Bitcoin ที่รวมเอาเทคโนโลยีจำนวนมากมาประกอบกัน เพื่อพัฒนาเครือข่ายการชำระเงินแบบบุคคลสู่บุคคล (A Peer-to-Peer Electronic Cash System) ที่ “ไม่เชื่อใจใคร”

Advertisment

เป็นใครก็ได้ที่เข้าร่วมกันเป็นโหนดเป็นเครื่องขุดเป็นคนพิสูจน์ตัวเลขและสมการว่า BTC ไหนจริง และธุรกรรมไหนเกิดจริง และบันทึกธุรกรรมเหล่านั้นให้กระจายไปยังคอมทุกเครื่องที่มารวมตัวกันเป็นเครือข่าย เมื่อไม่รู้ว่าใครเป็นใครจึงไม่สามารถ “รวมหัว” กันคุมระบบได้ (51% Attack) เป็นระบบกระจายอำนาจและไร้ศูนย์กลางโดยสมบูรณ์

ความสามารถนี้ ส่งผลให้ราคา Bitcoin (BTC) แปรผันกับคริปโตอื่นนั้นด้วยก็เพราะ BTC เป็นสื่อกลางใช้แลกเปลี่ยนกับคริปโตเคอร์เรนซีสกุลอื่นมาก่อน

จาก Bitcoin สู่ Alt Coin

BTC ในช่วง 20008-2012 เพิ่งจะเกิดขึ้นใหม่ ๆ ยังไม่มีเหรียญคริปโตอะไรมาท้าทาย ความพยายามและความพร้อมจะเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนทำให้เริ่มมีการแลกกับสิ่งของในโลกจริงอย่างพิซซ่า งานภาพสวย ๆ หรือแม้กระทั่งสิ่งผิดกฎหมายอย่างยาเสพติด

แน่นอนว่า เมื่อแนวคิดเช่น Bitcoin เกิดขึ้นได้ หมายความว่าใคร ๆ ก็สร้างเงินดิจิทัลมาได้ แต่อาจจะ จึงเกิดคริปโตสกุลต่าง ๆ อีกมากมายตามมาในช่วง 10 กว่าปีมานี้ ทั้งหลอกลวงบ้างล้มเหลวไปเองบ้าง แต่กลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกับ Bitcoin ก็ยังเชื่อว่า Bitcoin มีความแข็งแกร่งไร้ศูนย์กลางและเหมาะแก่การใช้แลกเปลี่ยนในโลกอินเทอร์เน็ต

เครือข่ายใหม่ ๆ ที่มีเหรียญ หรือคริปโต (Alt Coin) ที่กำเนิดขึ้นมา ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มคนที่ยังเชื่อว่า BTC ยังคงเป็นแกนหลักในเรื่องการไร้ศูนย์กลาง แต่ตนเพียงต้องการใช้คุณสมบัติบางประการเพื่อช่วยในการทำธุรกรรม และการพิสูจน์ธุรกรรม เพื่อให้เหรียญมีความเร็วขึ้นอย่างเช่นโปรเจ็กต์ XRP หรือแม้แต่การบันทึกสัญญาอัจริยะลงบนบล็อกเชนที่กระจายอำนาจสูงเพื่อให้เครือข่ายเป็นคอมพิวเตอร์ของโลกอย่าง Ethereum (เหรียญคริปโตอันดับสองของตลาด) ก็ล้วนเกิดจากวัตถุประสงค์ที่ต่างจาก BTC

และต้องไม่ลืมว่าในช่วงแรกของตลาดคริปโต การซื้อหา Bitcoin ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ หากไม่ลงทุนขุดหามาเองก็ต้องมีวิธีการแลกเปลี่ยนที่ซับซ้อน

คู่การซื้อขายคริปโตเขาก็เลยใช้บิตคอยน์ที่มีอยู่แล้ว เขาจะไม่แลก BTC กลับเป็นเงินบาท เงินดอลลาร์หรือเงินเฟียต เขาก็จะเอามาซื้อขายคริปโตอื่นมันก็เลยจะเป็นคู่เทรดแบบ BTC/ETH, BTC/BNB, BTC/XRP อะไรอย่างนี้ มันก็เลยทำให้บิตคอยน์ค่อนข้าง มีอิทธิพลมาตั้งแต่นั้นเขาเป็นคู่หลัก ๆ ในการซื้อขาย เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี

ดังนั้น ในช่วง Halving ครั้งแรก ๆ เมื่อผู้ถือครอง BTC มีกำไรจากการที่อุปทานลดลง ก็มีความต้องการแบ่งสัดส่วนลงทุนหรือสนับสนุนคริปโตสกุลอื่น ๆ ก็จะซื้อคริปโตอื่น เพื่อสนับสนุนโปรเจ็กต์ที่ต้องการเปลี่ยนระบบการเงิน และเทคโนโลยีแบบมีศูนย์กลางต่าง ๆ นี้ โดยใช้ BTC เป็นค่ากลางทำให้มูลค่าของคริปโตและ BTC แปรผันตามกันนับแต่นั้น

กำเนิด Stable Coin

ดังที่กล่าวไปว่าการที่เงินธรรมดาในธนาคารจะเข้าสู่โลกคริปโตทำได้ยากมาก ช่องทางการซื้อหา Bitcoin ยังยาก เหรียญอื่น ๆ ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ และด้วยตลาดขนาดเล็กยิ่งทำให้ราคาผันผวนมากกว่า 10% ในหนึ่ง ชม. จึงถูกครอบงำโดย BTC ซึ่งมีผู้ถือครองมากกว่าได้ง่าย

จนกระทั่ง ในช่วงปี 2014 ก็มีการพยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยสิ่งที่เรียกว่า Stable Coin เนื่องจากคริปโตมีความผันผวนสูง Stable Coin ที่ตรึงมูลค่าไว้กับสินทรัพย์ในโลกจริงจะเหมาะกับการแลกเปลี่ยนมากกว่าใช้ Bitcoin โดยตรง จงมีความคิดว่าน่าจะมีเหรียญคริปโตที่มีค่าเท่าเงินจริง

Stable Coin แบ่งกว้าง ๆ ได้ 4 แบบ 1. Fiat-Backed Stablecoins อ้างอิงมูลค่าตามเงินเฟียต 2. Cryptocurrency-Backed Stablecoins 3. Algorithmic Stablecoins และ 4. Commodity-Backed Stablecoins

เหรียญ Stablecoins ยอดนิยม ชื่อ USDT เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ โดยการตรึงมูลค่ากับเงินเฟียตดอลลาร์สหรัฐ โดยตรง และเอาเงินสำรองไปเก็บไว้ในคลังแล้วก็สร้างเหรียญออกมา เรียกได้ว่าตอนนี้กลายเป็นเหรียญหลักที่ใช้แลกเปลี่ยนในตลาดเลย เฉพาะ USDT มีมูลค่ารวมราวหนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐ และยังมีสกุลหลักประเภทเดียวกัน เช่น USDC ราว 3.2 หมื่นล้านเหรียญ

ช่วงปี 2016 เป็นต้นมา โครงข่าย Ethereum ได้ทำให้เกิดโทเคนดิจิทัลอีกนับพันสกุล เนื่องจากกลไกสมาร์ทคอนแทร็กต์ ยิ่งทำให้ Stablecoins มีความสำคัญสำหรับแลกเปลี่ยน

ช่วงปี 2016-2017 การเกิดขึ้นของ Stable Coin ยังนำมาซึ่งยุครุ่งเรืองของ “กระดานเทรด” ทำให้กระดานเทรด ใช้ Stable Coin เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน แล้วเทคโนโลยีการใช้อินเทอร์เน็ต การใช้แอปพลิเคชั่น การใช้เว็บไซต์มันก็พัฒนาขึ้นมามากมาย การทำแอปเทรดเว็บเทรดง่ายขึ้น

แล้วปัจจุบันคนก็เลยนิยมซื้อขายกันบนแพลตฟอร์มเทรด หรือศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งของไทยก็มีเปิด ได้รับใบอนุญาตเยอะพอสมควรแล้ว ดังนั้นเมื่อคนทั่วไปใช้ Stable Coin ในการซื้อขายบิตคอยน์หรือว่าใช้ในการซื้อขายคริปโตอื่น ๆ บทบาทของ BTC หรือบิตคอยน์ที่ใช้แลกเปลี่ยนกับเหรียญอื่นก็ลดลง

Bitcoin Dominance

แต่ถึงกระนั้นอำนาจของบิตคอยน์เหนือตลาดก็ยังมีอยู่นะครับ กระแส Bitcoin Halving ก็ยังส่งผลต่อ มูลค่าของคริปโตอื่นอยู่ ดูได้จากตัวชี้วัดที่เรียกว่า BTC.d หรือบิตคอยน์โดมิแนนท์ อินดิเคเตอร์ หรือเรียกว่า Bitcoin Dominant เราสามารถดูดัชนีตัวนี้ได้

ตัว Bitcoin Dominant เริ่มมีการใช้งานตั้งแต่ปี 2014 ทำไมอธิบายก่อน Bitcoin Dominant ดัชนีที่แสดงให้เห็นว่า บิตคอยน์กำลังมีสัดส่วนเท่าไหร่ต่อตลาดคริปโตเคอร์ซีทั้งหมดหรือมีอำนาจโดมิแนนซ์เหนือตลาดมากเท่าไหร่

หมายความว่าจาก 100% ของตลาดคริปโตที่ปัจจุบันมูลค่า 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คริปโตและบิตคอยน์แบ่งกันเท่าไหร่แบ่งเป็นสองอันเลยนะ บิตคอยน์มีสัดส่วนเท่าไหร่แล้วก็ Alt coin หรือคริปโตอื่นมีสัดส่วนเท่าไหร่นะครับ ซึ่งบิตคอยน์โดมิแนนซ์เนี่ยเป็น ดัชนีที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2014 เหมือนกัน 2014 เป็นปีที่เทคโนโลยีเกิดขึ้นหลายอย่างมากเลย

โดยในปี 2014 ในวัฏจักรครั้งนั้น บิตคอยน์มีสัดส่วนอยู่ที่ 95% ขึ้นไปหมายความว่าบิตคอยน์มี 95% ของมูลค่าตลาด ณตอนนั้น ต่อให้มันจะมีมูลค่าเท่าไหร่ก็ตามเต็มบิตคอยน์มีอยู่ 95%

ทีนี้ในวัฏจักรต่อมามันก็ลดลงมาเรื่อย ๆ วัฏจักรที่ผ่านมาก็อยู่บิตคอยน์อยู่ที่ 70% ถึง 60% วิ่งขึ้นลงอยู่แถวนี้ ดูในกราฟนะฮะ ส่วนตอนนี้วัฏจักรบิตคอยน์ตอนนี้ บิตคอยน์อยู่ที่ ณ วันที่อัดเทป บิตคอยน์โดมิแนนซ์อยู่ที่ 53% หมายความว่าจะ 90 ลงมาเหลือ 53% หรือครึ่ง ๆ สัดส่วนของบิตคอยน์ที่ครอบงำตลาด ลดลงครึ่งต่อครึ่ง

ถ้าเรามองภาพกราฟตัวนี้ เราอาจจะบอกได้ว่าความสัมพันธ์ของราคาคริปโตอื่นกับบิตคอยน์เริ่มลดลงมากแล้วไม่ได้แปรตรงไปตรงมาเหมือนในอดีตเลย ถึงตอนนี้เราจะรู้สึกว่ามันเป็นไปอย่างนั้นก็เถอะ แต่ในข้อเท็จจริงตามกราฟที่เราเห็น มันลดลงมาก ไม่ได้เคลื่อนไหวผันผวนตามบิตคอยน์ขึ้นลงตามบิตคอยน์ตลอด แล้วก็มีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนแบ่งอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ

สรุป

สรุปนะครับว่าทำไมราคาของคริปโตอื่นถึงเคลื่อนไหวไปตามราคาบิตคอยน์ ก็คือ

อย่างแรกเลยในยุคแรกบิตคอยน์เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนคริปโตอื่น สัดส่วนของบิตคอยน์ก็เลยมีอยู่สูงถึง 90% ของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีคนมีตังค์เหลือจากบิตคอยน์ถึงจะเอาไปลงทุนในเหรียญอื่น ๆ ไปซื้อเหรียญอื่นมาเก็บไว้ แต่ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ bitcoin halving และเกิดวัฏจักรก็จะเกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขึ้นมาไม่ว่าจะเป็น Stable coin ในที่นี้ ผมยกตัวอย่างเดียวอย่างเดียวคือ Stable coin รวมถึงกระดานเทรด

กระดานเทรดที่มีการใช้เงินสกุลทั่วไป สกุลเฟียตเข้าไป มันก็สะท้อนว่าสะท้อนผ่าน BTC.d ว่าสัดส่วนอำนาจของบิตคอยน์ที่ครอบงำเหนือตลาด มันลดลงเรื่อย ๆ หมายความว่าคนทั่วไปสามารถเอาเงินธรรมดาเงินเฟียตเราเนี่ยเข้าไปซื้อบิตคอยน์ได้ หรือเขาไปซื้อคริปโตสกุลอื่น ๆ ที่เขาชอบได้โดยตรง โดยไม่ต้องไปแลกบิตคอยน์ก่อนเหมือนในอดีตอีกต่อไป

แต่อย่างไรก็ตามด้วยสัดส่วนของ BTC.d มันยังมีสูงถึง 53% มันก็ยังมีสัดส่วนที่เยอะ ดังนั้นราคามันก็มีการแปรผันตามกันบ้าง แต่ว่ามันลดลง ตามดัชนีที่ผมได้โชว์ไปก็คือ BTC.d

ก็ได้แต่หวังว่าในอนาคตนะครับ คริปโตอื่น ๆ ก็จะก็คงเป็นอิสระจากบิตคอยน์ได้ หรือสุดท้ายบิตคอยน์จะกลายเป็นยืนหนึ่งแล้วก็ครอบงำตลาดกลายเป็นตัวพิสูจน์ความเชื่อมั่นในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเพียงรายเดียวหรือเปล่าทุกอย่างล้วนเป็นไปได้นะครับ เพราะว่าสิ่งนี้ยังใหม่มาก

คริปโตเคอร์เรนซีเป็นสิ่งที่ใหม่มาก เพิ่งเกิดมา 10 ปีเองยังต้องรอคอยการพิสูจน์

ก็ต้องจับตาต่อไปว่าในอนาคต BTC จะยืนหนึ่งเพียงหนึ่งเดียวครอบงำตลาดเหมือนเดิม แล้วก็พิสูจน์ว่าเป็นคริปโตเคอร์เรนซีสามารถเก็บมูลค่าได้ หรือว่าคริปโตอื่น ๆ ก็จะมีราคาและความสัมพันธ์ที่แยกขาดจากบิตคอยน์ได้ และมีอิสระเป็นของตัวเอง พัฒนาโปรเจ็กต์ของตัวเองขึ้นมาท้าชิงบัลลังก์บิตคอยน์หรือเปล่า