เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
CPALL ออกมาตรการสกัดรีเซล สินค้า ALL Café
Business CPALL ออกมาตรการสกัดรีเซล สินค้า ALL Café
ดีมานด์นักท่องเที่ยวยุโรปพุ่ง หนุนไฟลต์บินตรงเข้าไทยผู้โดยสารทะลัก
Business ดีมานด์นักท่องเที่ยวยุโรปพุ่ง หนุนไฟลต์บินตรงเข้าไทยผู้โดยสารทะลัก
‘โกลเด้น คอสเมติก’ เมืองตราด พลิกวิกฤตปิดด่าน ลุยยุโรป-ตะวันออกกลาง
Economic ‘โกลเด้น คอสเมติก’ เมืองตราด พลิกวิกฤตปิดด่าน ลุยยุโรป-ตะวันออกกลาง
เซวตาระอุ! ชาวโมร็อกโกนับหมื่นแห่ว่ายน้ำข้ามแดน หนีวิกฤตไร้งานทำ
Economic เซวตาระอุ! ชาวโมร็อกโกนับหมื่นแห่ว่ายน้ำข้ามแดน หนีวิกฤตไร้งานทำ
ศาลสั่งคืนภาษีทรัมป์! Amazon รับ 2 หมื่นล้าน ลุยคืนเงินลูกค้า-หั่นราคาสินค้า
Business ศาลสั่งคืนภาษีทรัมป์! Amazon รับ 2 หมื่นล้าน ลุยคืนเงินลูกค้า-หั่นราคาสินค้า
2 เดือน “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เงินสะพัดกว่า 8.64 หมื่นล้าน
Politics 2 เดือน “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เงินสะพัดกว่า 8.64 หมื่นล้าน
ถอดบทเรียน ‘ซีรีส์เกาหลี’ ยุคสตรีมมิ่ง ทำไมโตระดับโลก แต่ ‘ในบ้าน’ เริ่มอ่อนแอ ?
Tech ถอดบทเรียน ‘ซีรีส์เกาหลี’ ยุคสตรีมมิ่ง ทำไมโตระดับโลก แต่ ‘ในบ้าน’ เริ่มอ่อนแอ ?
รัฐบาลเดินหน้าแก้ค่าไฟแพง เคลียร์สัญญาชั่วนิรันดร์ ราคาต้องเหมาะสม-มีพลังงานพอ
Politics รัฐบาลเดินหน้าแก้ค่าไฟแพง เคลียร์สัญญาชั่วนิรันดร์ ราคาต้องเหมาะสม-มีพลังงานพอ
จับตา ‘น้ำแม่สาย’ เช้านี้ปริ่มตลิ่งอีกระลอก ฝนเมียนมาถล่ม เสี่ยงน้ำรั่วเข้าชุมชน
เศรษฐกิจภูมิภาค จับตา ‘น้ำแม่สาย’ เช้านี้ปริ่มตลิ่งอีกระลอก ฝนเมียนมาถล่ม เสี่ยงน้ำรั่วเข้าชุมชน
Geely EX2  อีวีสุดจี๊ด คุ้มค่า น่าโดน
Automotive Geely EX2 อีวีสุดจี๊ด คุ้มค่า น่าโดน
ดูทั้งหมด

Tech Discovery EP.28 ราคาบิตคอยน์ และคริปโต เกี่ยวกันอย่างไร

22 เม.ย. 2567 | 12:57น.

คนหน้าใหม่ มือใหม่ที่เข้าตลาดคริปโตเคอร์เรนซี คงจะเริ่มสังเกตว่า เวลาราคา Bitcoin เพิ่มต่อเนื่อง คริปโตสกุลอื่น ๆ ขึ้นตาม เมื่อราคาบิตคอยน์ตกเพียงนิด เหรียญอื่นร่วงลงดินเลยเทียว ทำไมราคาคริปโต ถึงสัมพันธ์กับบิตคอยน์ขนาดนั้น ทั้ง ๆ ที่เป็นเหรียญคนละสกุลคนละสินทรัพย์กันเลย

Bitcoin เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนมาก่อน

“Tech Discovery” โดย “ประชาชาติธุรกิจ” ในตอนนี้ จึงอยากไล่เรียงความสัมพันธ์ของ “บิตคอยน์” และ คริปโตเคอร์เรนซีอื่น ๆ ว่าทำไม บิตคอยน์ถึงส่งอิทธิพลต่อตลาดขนาดนั้น

แต่บิตคอยน์ ไม่ได้เกิดมาเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนในโลกอินเทอร์เน็ตมาเป็นสกุลแรกหรอกครับ

สกุลเงินสำหรับอินเทอร์เน็ต หรือสื่อกลางสำหรับโลกดิจิทัล ไม่ได้เพิ่งจะมามี Bitcoin เป็นโปรเจ็กต์แรกในโลก ก่อนหน้านี้มีการพยายามพัฒนา E-Gold และ E-Cash เพื่อใช้ชำระเงินบนโลกอินเทอร์เน็ต แต่เห็นจะไม่สำเร็จเนื่องจากปัญหาสำคัญคือระบบเหล่านั้น “มีเจ้าของ” มีคนควบคุม และคนใช้จะต้อง “เชื่อใจ” คนคุมระบบ

เพียงแต่ว่ายังไม่มี ระบบชำระเงินแบบไหนที่ประสบความสำเร็จได้เท่าบิตคอยน์เพราะว่าบิตคอยน์เนี่ยเขาก็ไปรวมเทคโนโลยีที่เคยทำมาไม่ว่าจะเป็นการใช้บล็อกเชนเพื่อทำให้ตัวเองไร้ศูนย์กลาง เพื่อช่วยกันตรวจสอบระบบการเข้ารหัสคริปโตกราฟ (เป็นที่มาของคริปโตเคอร์เรนซีนั่นเอง)

หรือแม้กระทั่งฮาร์ดแวร์ในการใช้ทำงาน ประมวลผลหรือขุดบิตคอยน์ ถึงแม้ว่าว่ามันไม่ใช้ฮาร์ดแวร์อะไรเยอะมาก แต่มีความพร้อมพรั่งที่ทำให้เครือข่ายมันใหญ่ขึ้นได้ บิตคอยน์มาถูกเวลามากกว่า

ประกอบกับระบบการเงินในช่วงปี 2008-2009 ที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ก็ทำให้คนเริ่มไม่เชื่อมั่นในระบบธนาคารกลางทำให้ความเชื่อแบบบิตคอยน์เข้ามามีอิมแพคกับผู้คนพอสมควร

ความตั้งใจของ BTC คือต้องสามารถพิสูจน์คุณสมบัติการเป็นเงินที่ดี คือ ไม่เสื่อมสภาพ ใช้แทนกันได้ และหาได้ยากหรือมีจำนวนจำกัด จากอุปทานสูงสุด 21ล้าน BTC จะยิ่งยากไปเรื่อย ๆ เมื่อผ่านการลดจำนวนทุก 4 ปี หรือ Bitcoin Halving ครั้งแรกในปี 2012 ก็เป็นข้อพิสูจน์ประจักษ์ชัดและเริ่มมี “การลอกเลียน” และ “ปรับแต่ง” คุณสมบัติของ Bitcoin ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ๆ

ซึ่ง Bitcoin ที่รวมเอาเทคโนโลยีจำนวนมากมาประกอบกัน เพื่อพัฒนาเครือข่ายการชำระเงินแบบบุคคลสู่บุคคล (A Peer-to-Peer Electronic Cash System) ที่ “ไม่เชื่อใจใคร”

เป็นใครก็ได้ที่เข้าร่วมกันเป็นโหนดเป็นเครื่องขุดเป็นคนพิสูจน์ตัวเลขและสมการว่า BTC ไหนจริง และธุรกรรมไหนเกิดจริง และบันทึกธุรกรรมเหล่านั้นให้กระจายไปยังคอมทุกเครื่องที่มารวมตัวกันเป็นเครือข่าย เมื่อไม่รู้ว่าใครเป็นใครจึงไม่สามารถ “รวมหัว” กันคุมระบบได้ (51% Attack) เป็นระบบกระจายอำนาจและไร้ศูนย์กลางโดยสมบูรณ์

ความสามารถนี้ ส่งผลให้ราคา Bitcoin (BTC) แปรผันกับคริปโตอื่นนั้นด้วยก็เพราะ BTC เป็นสื่อกลางใช้แลกเปลี่ยนกับคริปโตเคอร์เรนซีสกุลอื่นมาก่อน

จาก Bitcoin สู่ Alt Coin

BTC ในช่วง 20008-2012 เพิ่งจะเกิดขึ้นใหม่ ๆ ยังไม่มีเหรียญคริปโตอะไรมาท้าทาย ความพยายามและความพร้อมจะเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนทำให้เริ่มมีการแลกกับสิ่งของในโลกจริงอย่างพิซซ่า งานภาพสวย ๆ หรือแม้กระทั่งสิ่งผิดกฎหมายอย่างยาเสพติด

แน่นอนว่า เมื่อแนวคิดเช่น Bitcoin เกิดขึ้นได้ หมายความว่าใคร ๆ ก็สร้างเงินดิจิทัลมาได้ แต่อาจจะ จึงเกิดคริปโตสกุลต่าง ๆ อีกมากมายตามมาในช่วง 10 กว่าปีมานี้ ทั้งหลอกลวงบ้างล้มเหลวไปเองบ้าง แต่กลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกับ Bitcoin ก็ยังเชื่อว่า Bitcoin มีความแข็งแกร่งไร้ศูนย์กลางและเหมาะแก่การใช้แลกเปลี่ยนในโลกอินเทอร์เน็ต

เครือข่ายใหม่ ๆ ที่มีเหรียญ หรือคริปโต (Alt Coin) ที่กำเนิดขึ้นมา ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มคนที่ยังเชื่อว่า BTC ยังคงเป็นแกนหลักในเรื่องการไร้ศูนย์กลาง แต่ตนเพียงต้องการใช้คุณสมบัติบางประการเพื่อช่วยในการทำธุรกรรม และการพิสูจน์ธุรกรรม เพื่อให้เหรียญมีความเร็วขึ้นอย่างเช่นโปรเจ็กต์ XRP หรือแม้แต่การบันทึกสัญญาอัจริยะลงบนบล็อกเชนที่กระจายอำนาจสูงเพื่อให้เครือข่ายเป็นคอมพิวเตอร์ของโลกอย่าง Ethereum (เหรียญคริปโตอันดับสองของตลาด) ก็ล้วนเกิดจากวัตถุประสงค์ที่ต่างจาก BTC

และต้องไม่ลืมว่าในช่วงแรกของตลาดคริปโต การซื้อหา Bitcoin ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ หากไม่ลงทุนขุดหามาเองก็ต้องมีวิธีการแลกเปลี่ยนที่ซับซ้อน

คู่การซื้อขายคริปโตเขาก็เลยใช้บิตคอยน์ที่มีอยู่แล้ว เขาจะไม่แลก BTC กลับเป็นเงินบาท เงินดอลลาร์หรือเงินเฟียต เขาก็จะเอามาซื้อขายคริปโตอื่นมันก็เลยจะเป็นคู่เทรดแบบ BTC/ETH, BTC/BNB, BTC/XRP อะไรอย่างนี้ มันก็เลยทำให้บิตคอยน์ค่อนข้าง มีอิทธิพลมาตั้งแต่นั้นเขาเป็นคู่หลัก ๆ ในการซื้อขาย เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี

ดังนั้น ในช่วง Halving ครั้งแรก ๆ เมื่อผู้ถือครอง BTC มีกำไรจากการที่อุปทานลดลง ก็มีความต้องการแบ่งสัดส่วนลงทุนหรือสนับสนุนคริปโตสกุลอื่น ๆ ก็จะซื้อคริปโตอื่น เพื่อสนับสนุนโปรเจ็กต์ที่ต้องการเปลี่ยนระบบการเงิน และเทคโนโลยีแบบมีศูนย์กลางต่าง ๆ นี้ โดยใช้ BTC เป็นค่ากลางทำให้มูลค่าของคริปโตและ BTC แปรผันตามกันนับแต่นั้น

กำเนิด Stable Coin

ดังที่กล่าวไปว่าการที่เงินธรรมดาในธนาคารจะเข้าสู่โลกคริปโตทำได้ยากมาก ช่องทางการซื้อหา Bitcoin ยังยาก เหรียญอื่น ๆ ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ และด้วยตลาดขนาดเล็กยิ่งทำให้ราคาผันผวนมากกว่า 10% ในหนึ่ง ชม. จึงถูกครอบงำโดย BTC ซึ่งมีผู้ถือครองมากกว่าได้ง่าย

จนกระทั่ง ในช่วงปี 2014 ก็มีการพยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยสิ่งที่เรียกว่า Stable Coin เนื่องจากคริปโตมีความผันผวนสูง Stable Coin ที่ตรึงมูลค่าไว้กับสินทรัพย์ในโลกจริงจะเหมาะกับการแลกเปลี่ยนมากกว่าใช้ Bitcoin โดยตรง จงมีความคิดว่าน่าจะมีเหรียญคริปโตที่มีค่าเท่าเงินจริง

Stable Coin แบ่งกว้าง ๆ ได้ 4 แบบ 1. Fiat-Backed Stablecoins อ้างอิงมูลค่าตามเงินเฟียต 2. Cryptocurrency-Backed Stablecoins 3. Algorithmic Stablecoins และ 4. Commodity-Backed Stablecoins

เหรียญ Stablecoins ยอดนิยม ชื่อ USDT เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ โดยการตรึงมูลค่ากับเงินเฟียตดอลลาร์สหรัฐ โดยตรง และเอาเงินสำรองไปเก็บไว้ในคลังแล้วก็สร้างเหรียญออกมา เรียกได้ว่าตอนนี้กลายเป็นเหรียญหลักที่ใช้แลกเปลี่ยนในตลาดเลย เฉพาะ USDT มีมูลค่ารวมราวหนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐ และยังมีสกุลหลักประเภทเดียวกัน เช่น USDC ราว 3.2 หมื่นล้านเหรียญ

ช่วงปี 2016 เป็นต้นมา โครงข่าย Ethereum ได้ทำให้เกิดโทเคนดิจิทัลอีกนับพันสกุล เนื่องจากกลไกสมาร์ทคอนแทร็กต์ ยิ่งทำให้ Stablecoins มีความสำคัญสำหรับแลกเปลี่ยน

ช่วงปี 2016-2017 การเกิดขึ้นของ Stable Coin ยังนำมาซึ่งยุครุ่งเรืองของ “กระดานเทรด” ทำให้กระดานเทรด ใช้ Stable Coin เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน แล้วเทคโนโลยีการใช้อินเทอร์เน็ต การใช้แอปพลิเคชั่น การใช้เว็บไซต์มันก็พัฒนาขึ้นมามากมาย การทำแอปเทรดเว็บเทรดง่ายขึ้น

แล้วปัจจุบันคนก็เลยนิยมซื้อขายกันบนแพลตฟอร์มเทรด หรือศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งของไทยก็มีเปิด ได้รับใบอนุญาตเยอะพอสมควรแล้ว ดังนั้นเมื่อคนทั่วไปใช้ Stable Coin ในการซื้อขายบิตคอยน์หรือว่าใช้ในการซื้อขายคริปโตอื่น ๆ บทบาทของ BTC หรือบิตคอยน์ที่ใช้แลกเปลี่ยนกับเหรียญอื่นก็ลดลง

Bitcoin Dominance

แต่ถึงกระนั้นอำนาจของบิตคอยน์เหนือตลาดก็ยังมีอยู่นะครับ กระแส Bitcoin Halving ก็ยังส่งผลต่อ มูลค่าของคริปโตอื่นอยู่ ดูได้จากตัวชี้วัดที่เรียกว่า BTC.d หรือบิตคอยน์โดมิแนนท์ อินดิเคเตอร์ หรือเรียกว่า Bitcoin Dominant เราสามารถดูดัชนีตัวนี้ได้

ตัว Bitcoin Dominant เริ่มมีการใช้งานตั้งแต่ปี 2014 ทำไมอธิบายก่อน Bitcoin Dominant ดัชนีที่แสดงให้เห็นว่า บิตคอยน์กำลังมีสัดส่วนเท่าไหร่ต่อตลาดคริปโตเคอร์ซีทั้งหมดหรือมีอำนาจโดมิแนนซ์เหนือตลาดมากเท่าไหร่

หมายความว่าจาก 100% ของตลาดคริปโตที่ปัจจุบันมูลค่า 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คริปโตและบิตคอยน์แบ่งกันเท่าไหร่แบ่งเป็นสองอันเลยนะ บิตคอยน์มีสัดส่วนเท่าไหร่แล้วก็ Alt coin หรือคริปโตอื่นมีสัดส่วนเท่าไหร่นะครับ ซึ่งบิตคอยน์โดมิแนนซ์เนี่ยเป็น ดัชนีที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2014 เหมือนกัน 2014 เป็นปีที่เทคโนโลยีเกิดขึ้นหลายอย่างมากเลย

โดยในปี 2014 ในวัฏจักรครั้งนั้น บิตคอยน์มีสัดส่วนอยู่ที่ 95% ขึ้นไปหมายความว่าบิตคอยน์มี 95% ของมูลค่าตลาด ณตอนนั้น ต่อให้มันจะมีมูลค่าเท่าไหร่ก็ตามเต็มบิตคอยน์มีอยู่ 95%

ทีนี้ในวัฏจักรต่อมามันก็ลดลงมาเรื่อย ๆ วัฏจักรที่ผ่านมาก็อยู่บิตคอยน์อยู่ที่ 70% ถึง 60% วิ่งขึ้นลงอยู่แถวนี้ ดูในกราฟนะฮะ ส่วนตอนนี้วัฏจักรบิตคอยน์ตอนนี้ บิตคอยน์อยู่ที่ ณ วันที่อัดเทป บิตคอยน์โดมิแนนซ์อยู่ที่ 53% หมายความว่าจะ 90 ลงมาเหลือ 53% หรือครึ่ง ๆ สัดส่วนของบิตคอยน์ที่ครอบงำตลาด ลดลงครึ่งต่อครึ่ง

ถ้าเรามองภาพกราฟตัวนี้ เราอาจจะบอกได้ว่าความสัมพันธ์ของราคาคริปโตอื่นกับบิตคอยน์เริ่มลดลงมากแล้วไม่ได้แปรตรงไปตรงมาเหมือนในอดีตเลย ถึงตอนนี้เราจะรู้สึกว่ามันเป็นไปอย่างนั้นก็เถอะ แต่ในข้อเท็จจริงตามกราฟที่เราเห็น มันลดลงมาก ไม่ได้เคลื่อนไหวผันผวนตามบิตคอยน์ขึ้นลงตามบิตคอยน์ตลอด แล้วก็มีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนแบ่งอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ

สรุป

สรุปนะครับว่าทำไมราคาของคริปโตอื่นถึงเคลื่อนไหวไปตามราคาบิตคอยน์ ก็คือ

อย่างแรกเลยในยุคแรกบิตคอยน์เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนคริปโตอื่น สัดส่วนของบิตคอยน์ก็เลยมีอยู่สูงถึง 90% ของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีคนมีตังค์เหลือจากบิตคอยน์ถึงจะเอาไปลงทุนในเหรียญอื่น ๆ ไปซื้อเหรียญอื่นมาเก็บไว้ แต่ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ bitcoin halving และเกิดวัฏจักรก็จะเกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขึ้นมาไม่ว่าจะเป็น Stable coin ในที่นี้ ผมยกตัวอย่างเดียวอย่างเดียวคือ Stable coin รวมถึงกระดานเทรด

กระดานเทรดที่มีการใช้เงินสกุลทั่วไป สกุลเฟียตเข้าไป มันก็สะท้อนว่าสะท้อนผ่าน BTC.d ว่าสัดส่วนอำนาจของบิตคอยน์ที่ครอบงำเหนือตลาด มันลดลงเรื่อย ๆ หมายความว่าคนทั่วไปสามารถเอาเงินธรรมดาเงินเฟียตเราเนี่ยเข้าไปซื้อบิตคอยน์ได้ หรือเขาไปซื้อคริปโตสกุลอื่น ๆ ที่เขาชอบได้โดยตรง โดยไม่ต้องไปแลกบิตคอยน์ก่อนเหมือนในอดีตอีกต่อไป

แต่อย่างไรก็ตามด้วยสัดส่วนของ BTC.d มันยังมีสูงถึง 53% มันก็ยังมีสัดส่วนที่เยอะ ดังนั้นราคามันก็มีการแปรผันตามกันบ้าง แต่ว่ามันลดลง ตามดัชนีที่ผมได้โชว์ไปก็คือ BTC.d

ก็ได้แต่หวังว่าในอนาคตนะครับ คริปโตอื่น ๆ ก็จะก็คงเป็นอิสระจากบิตคอยน์ได้ หรือสุดท้ายบิตคอยน์จะกลายเป็นยืนหนึ่งแล้วก็ครอบงำตลาดกลายเป็นตัวพิสูจน์ความเชื่อมั่นในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเพียงรายเดียวหรือเปล่าทุกอย่างล้วนเป็นไปได้นะครับ เพราะว่าสิ่งนี้ยังใหม่มาก

คริปโตเคอร์เรนซีเป็นสิ่งที่ใหม่มาก เพิ่งเกิดมา 10 ปีเองยังต้องรอคอยการพิสูจน์

ก็ต้องจับตาต่อไปว่าในอนาคต BTC จะยืนหนึ่งเพียงหนึ่งเดียวครอบงำตลาดเหมือนเดิม แล้วก็พิสูจน์ว่าเป็นคริปโตเคอร์เรนซีสามารถเก็บมูลค่าได้ หรือว่าคริปโตอื่น ๆ ก็จะมีราคาและความสัมพันธ์ที่แยกขาดจากบิตคอยน์ได้ และมีอิสระเป็นของตัวเอง พัฒนาโปรเจ็กต์ของตัวเองขึ้นมาท้าชิงบัลลังก์บิตคอยน์หรือเปล่า

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Tech Discovery บิตคอยน์ (Bitcoin)