“โตโยต้า” ฝ่าวิกฤตตลาดหดตัว ดันยอดขายปีหมูทอง 3.3 แสนคัน

วันก่อน “มิจิโนบุ ซึงาตะ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมทีมผู้บริหาร ตั้งโต๊ะแถลงถึงทิศทางและแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงเปิดแนวรุกในการขับเคลื่อนตลาด 

ยื่นลงทุนรถอีวี 

รัฐบาลได้กำหนดเส้นตายให้ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนอีวี เมื่อสิ้นเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา โตโยต้าได้ยื่นขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ส่วนกรอบเวลาในการเปิดตัวนั้น เงื่อนไขของบีโอไอได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า จะต้องผลิตรถยนต์ใน 3 ปี

นับจากได้รับบัตรส่งเสริม ซึ่งตรงนี้ถือเป็นกรอบระยะเวลาที่บีโอไอกำหนดไว้อยู่ ดังนั้น พอจะใช้กรอบเวลานี้อนุมานได้ว่า ถ้าโตโยต้าจะผลิตรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด และอีวี ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนเวลานี้ ส่วนเม็ดเงินในการลงทุนนั้น แพ็กเกจดังกล่าวจะต้องใช้เวลาในการศึกษา มูลค่าการลงทุนที่ยื่นไปที่บีโอไอนั้นเป็นวงเงินขั้นต้น แต่คงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

2 โรงงานรับสิทธิ์อีอีซี

การยื่นขอเข้าไปอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นที่ทราบกันว่า รัฐบาลต้องการโปรโมตและส่งเสริม โตโยต้ายินดีที่จะสนับสนุนรัฐบาล ส่วนแผนจะผลิตโมเดลใดที่โรงงานเกตเวย์ และบ้านโพธิ์นั้น ตอนนี้อยู่ระหว่างศึกษาแพ็กเกจที่เหมาะสมว่าสุดท้ายประเทศไทยสมควรใช้รถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด หรืออีวี โรงงานของเรามีพื้นที่ใช้ประโยชน์ได้อีกจำนวนมาก

ขึ้นไลน์ผลิตแบตเตอรี่

ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ เรามีแผนใช้โรงงานเกตเวย์ขึ้นไลน์ผลิตแบตเตอรี่ ทำร่วมกับซัพพลายเออร์ภายใต้โครงการ 3R rebuild, reuse และ recycle ช่วงต้นจะเป็นการนำชิ้นส่วนหลักเข้ามาประกอบ จากนั้นบริษัทจะพยายามเพิ่มความเข้มข้นของโรงงานผลิตในประเทศไทยให้มีศักยภาพสูงสุด

จากไฮบริดสู่ปลั๊ก-อินและอีวีสเต็ปการผลิตของโตโยต้าตอนนี้มีไฮบริดแล้ว สเต็ปต่อไปคือปลั๊ก-อิน ไฮบริดก่อน แล้วไปรถอีวี คำตอบนี้ถึงแม้เราจะเคยส่งสัญญาณว่ามันต้องเป็นแบบนั้น แต่เนื่องจากกรอบเวลาของบีโอไอ ทั้งปลั๊ก-อิน ไฮบริด และอีวี กำหนดไว้ภายใน 3 ปี นับจากได้รับบัตรส่งเสริม วันนี้ยังถือว่าเร็วไปว่าโตโยต้าจะเปลี่ยนไปเป็นอีวี หรือยังคงเดินตามแผนเดิม เราต้องดูความชัดเจนอีกระยะ

แม้ว่าโตโยต้าจะยื่นขอบีโอไอไปใน 2 เทคโนโลยีนั้น แต่เราต้องการเวลาที่จะศึกษารายละเอียดอีกระยะถึงความเหมาะสมสำหรับประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

ยันตลาดปี 2562 หดตัว

สำหรับยอดขายรถยนต์ในปี 2561 ที่ผ่านมา มียอดขายรวม 1,039,158 คันเพิ่มขึ้น 19.2% แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 397,542 คัน โต 14.8% รถเพื่อการพาณิชย์ จำนวน 641,616 คัน โต 22.1% และถือเป็นการขายเกิน 1 ล้านคัน เป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของตลาดรถยนต์ไทย โตโยต้าทำได้ 315,113 คัน โต 31.2% มีส่วนแบ่งตลาด 30.3% แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 112,394 คัน เพิ่มขึ้น 16.3% รถเพื่อการพาณิชย์ 202,719 คัน เพิ่มขึ้น 41.2%

ส่วนตลาดส่งออกนั้น รวมมูลค่า 273,844 ล้านบาท ลดลง 2.6% ส่วนปี 2562 คาดว่ายอดขายรถยนต์โดยรวมน่าจะอยู่ 1 ล้านคัน ลดลง 3.8% เนื่องจากมีปัจจัยลบพอสมควร โดยโตโยต้าตั้งเป้าปีนี้ไว้ที่ 330,000 คัน เพิ่มขึ้น 4.7% มีส่วนแบ่งตลาด 33% แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 120,400 คันเพิ่มขึ้น 7.1% รถเพื่อการพาณิชย์ 209,600 คัน เพิ่มขึ้น 3.4% และตั้งเป้าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป

270,000 คัน ลดลง 8% คิดเป็นมูลค่า 137,303 ล้านบาท ส่งออกชิ้นส่วนและเครื่องยนต์ มูลค่า 120,662 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าการส่งออกที่นำรายได้กลับสู่ประเทศไทยเป็นเงินทั้งสิ้น 257,965 ล้านบาท ลดลง 5.8% ซึ่งโตโยต้าได้ปรับลดกำลังการผลิตรถยนต์เพื่อรองรับตลาดในประเทศและส่งออกลง 2% เหลือ 577,000 คัน

จับตาผลกระทบใกล้ชิด 

สำหรับปัจจัยที่ยังต้องจับตาสำหรับตลาดในประเทศและตลาดส่งออกรถยนต์ปีนี้ คือ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่น่าจะมีผลต่อยอดขายรถยนต์ในประเทศ สงครามทางการค้าระหว่างอเมริกาและจีน รวมถึงเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ โดยเฉพาะจีนถือเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของประเทศไทย ปีละ 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หากเศรษฐกิจประเทศจีนหดตัว ผลกระทบจะมีถึงประเทศไทยอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งเร็ว ๆ นี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีโดยหลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น และไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง ในฐานะนักธุรกิจคาดหวังที่จะเห็นความสงบ รวมถึงความต่อเนื่องจากนโยบายที่ดี ๆ ต่อไป

Previous articleการเมืองนิ่ง ธุรกิจร่วมเคลื่อนเศรษฐกิจ
Next articleแม่ทัพใหม่ “เนคเทค” ปักธง “เครื่องจักร” รากฐานประเทศ