คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์
การลงทุนมีความเสี่ยง “ถูกโกง” ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ
เพราะเหตุการณ์ทุจริตของบริษัทในตลาดหุ้นไทย ดูจะเป็นบทเรียนที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ
ขณะที่อาชญากรรมตลาดทุนใหญ่ขึ้น และความเสียหายแต่ละกรณีก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่กระบวนการจัดการกับผู้กระทำผิดอาจเรียกว่าไม่ทันการณ์ หรือตามไม่ทันกับกลโกง
กรณีของ บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (STARK) น่าจะเป็นเคสที่สร้างความเสียหายในตลาดทุนมากที่สุดกรณีหนึ่ง ในการตกแต่งบัญชี สร้างยอดขายปลอม ลูกหนี้ปลอม สร้างภาพหลอกนักลงทุน
สร้างสตอรี่เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยการเทกโอเวอร์ และดันราคาหุ้นขึ้นไป จนติดอยู่ใน SET100 ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งรายย่อยและสถาบันเข้าไปลงทุน
เรียกว่าบาดเจ็บกันทั้งผู้ถือหุ้นรายย่อย ผู้ถือหุ้นกู้ ธนาคารเจ้าหนี้ และกองทุนรวมที่เข้าไปลงทุน
โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อย ไปถึงผู้ถือหน่วยกองทุนรวมที่เข้าไปลงทุนใน STARK จากมูลค่าหุ้นที่เคยสูงสุดถึง 60,000 ล้านบาท ล่าสุดเหลือไม่ถึง 2,000 ล้านบาท
รวมทั้งผู้ถือหุ้นกู้ 5 ชุดที่เป็นรายย่อยอีกหลายพันราย วงเงิน 9,198 ล้านบาท ที่เอาเงินออมมาลงทุนหวังดอกเบี้ย 3-4% เพราะเชื่อถือบริษัทเครดิตเรตติ้ง ก็เสี่ยงกับที่จะไม่ได้รับเงินคืน และความเสียหายของแบงก์พาณิชย์ปล่อยกู้อีกกว่า 8,000 ล้านบาท
ซึ่งความเสียหายอาจมากกว่านี้ เพราะบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส ผู้ตรวจสอบบัญชียังไม่ได้รับรองงบฯดังกล่าว เพราะยังมีข้อมูลอีกหลายส่วนที่ยังไม่ชัดเจน
จากรายงานงบการเงินปี 2565 ของ STARK ที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา นักลงทุนคงช็อกกับข้อมูล ที่พบว่ามีขบวนการโกง ตกแต่งบัญชีมโหฬาร
เคสนี้ไม่ใช่แค่นักลงทุนรายย่อยที่บาดเจ็บ แต่กระทบไปถึงนักลงทุนสถาบัน (แต่ถึงที่สุดผู้ที่ได้รับความเสียหายก็ตกกับผู้ถือหน่วยการลงทุน)
จึงเกิดคำถามว่า กระบวนการต่าง ๆ ในตลาดทุนไทย ทำไมถึงมีช่องโหว่กันมากขนาดนี้ แม้แต่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) ถือเป็นสถาบันการเงินที่นำเงินของประชาชนไปลงทุน แบบนี้จะเรียกว่ากระบวนการตรวจสอบหละหลวมได้หรือไม่
ขณะที่ STARK เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มี พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กำกับดูแล และยังมีบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ สอบบัญชี จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทระดับ big 4 เป็นผู้สอบบัญชี
แต่ทำไมผู้บริหารของบริษัท STARK ถึงสามารถปฏิบัติการทุจริตมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่กรรมการตรวจสอบ หรือผู้สอบบัญชี ไม่พบความผิดปกติ
ตั้งแต่สร้างยอดขายปลอม ตกแต่งบัญชีมาตั้งแต่ก่อนปี 2564 จนถึงปี 2565 คิดเป็นมูลค่ารวมถึง 6,025 ล้านบาท
รวมถึงมีการทำคำสั่งซื้อปลอม และ “รายการจ่ายเงินล่วงหน้าค่าสินค้า” มูลค่า 10,451 ล้านบาท
เรียกว่ามีการตกแต่งบัญชีตั้งแต่ก่อนปี 2564 ให้บริษัทมี “กำไร” หลักพันล้านบาท แต่จากการปรับแก้งบการเงินล่าสุด ช่วงปี 2564-2565 พบว่า บริษัทขาดทุนรวมกว่า 12,640 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 4,403 ล้านบาท
เรียกว่าธุรกิจไม่มีกำไร หนี้สินล้นพ้นตัว เส้นทางจากนี้ไปคงหนีไม่พ้นต้องยื่นศาลล้มละลาย ส่วนของผู้ถือหุ้นคงไม่เหลืออะไร ส่วนเจ้าหนี้จะเหลือเท่าไหร่ก็ต้องไปดูกันอีกทีว่ามีทรัพย์สินอะไรเหลืออยู่
เกิดคำถามมากมายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ที่ถือว่ามีกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลด้านธรรมาภิบาล กรรมการตรวจสอบแบบครบเครื่อง
แต่ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ และเกิดขึ้นบ่อยมากขึ้น
อะไรคือช่องโหว่ หรือจุดอ่อน โครงสร้างตลาดทุนไทย
และบทบาทและการทำหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจโดยตรงอย่าง สำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ทำอยู่ในปัจจุบันเพียงพอแล้วหรือ
เพราะขณะที่อีกด้านก็พยายามส่งเสริมให้รายย่อยเข้ามาลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น แต่ปล่อยให้นักลงทุนเผชิญชะตากรรมเมื่อเกิดปัญหา
นี่คือบทเรียนที่เกิดซ้ำ ๆ ที่ยังไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง
- พิษ STARK เขย่าตลาดทุน จี้ DSI-ก.ล.ต.ฟ้องคดีเด็ดขาด
- ก.ล.ต. แจ้งผู้ถือหุ้นกู้ STARK 3 รุ่น ใช้สิทธิประชุมผู้ถือหุ้นกู้ 23 มิ.ย.นี้
- STARK อ้างเหตุ “สงคราม” ปมยกเลิกสัญญาลงทุนใน 2 บริษัทเยอรมนี
- แกะงบการเงิน STARK สรุปวิธีตกแต่งบัญชี สร้างยอดขายปลอม-รายจ่ายเท็จ
- ด่วน! กสิกร-เอเซียพลัส ยกเลิกประชุมผู้ถือหุ้นกู้ STARK ใช้สิทธิเรียกเงินคืนทันที 6.9 พันล้าน