เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สรรพสามิต ลดภาษีน้ำมัน B20-E20 บรรเทาค่าครองชีพประชาชน แลกสูญรายได้ 1.5 หมื่นล้าน
Finance สรรพสามิต ลดภาษีน้ำมัน B20-E20 บรรเทาค่าครองชีพประชาชน แลกสูญรายได้ 1.5 หมื่นล้าน
ราคาทองวันนี้ (27 ต.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท รูปพรรณบาทละ 64,800 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (27 ต.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท รูปพรรณบาทละ 64,800 บาท
เอกนิติ ชี้ประชาชนแห่ลงทะเบียนติดโซลาร์ภาคประชาชน วันแรกพุ่งกว่า 7,000 คน
Finance เอกนิติ ชี้ประชาชนแห่ลงทะเบียนติดโซลาร์ภาคประชาชน วันแรกพุ่งกว่า 7,000 คน
BCP-VGI-MFC กอดคอร่วง! ท่ามกลางข่าวอายัดหุ้น ฟาก ก.ล.ต.ยัน 3 บริษัทไม่เกี่ยวข้องกับคดี
Finance BCP-VGI-MFC กอดคอร่วง! ท่ามกลางข่าวอายัดหุ้น ฟาก ก.ล.ต.ยัน 3 บริษัทไม่เกี่ยวข้องกับคดี
ครม.ไฟเขียวงบฯเงินกู้ 972 ล้าน ปั้นแรงงานติดโซลาร์เซลล์ 3.2 หมื่นคน
Politics ครม.ไฟเขียวงบฯเงินกู้ 972 ล้าน ปั้นแรงงานติดโซลาร์เซลล์ 3.2 หมื่นคน
JOOX เปิดเกมใหม่เร่งการเติบโตตลาดเพลงไทย
Biz Movement JOOX เปิดเกมใหม่เร่งการเติบโตตลาดเพลงไทย
ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ! ‘เบน สมิธ-ยิม เลียก’ อายัดทรัพย์ 2.6 หมื่นล้าน โยงหุ้น BCP-VGI-MFC
Finance ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ! ‘เบน สมิธ-ยิม เลียก’ อายัดทรัพย์ 2.6 หมื่นล้าน โยงหุ้น BCP-VGI-MFC
ธนาคารโลก ให้ 115 ล้าน ศึกษา ‘คลองระบายน้ำชัยนาท–ป่าสัก-อ่าวไทย’
Politics ธนาคารโลก ให้ 115 ล้าน ศึกษา ‘คลองระบายน้ำชัยนาท–ป่าสัก-อ่าวไทย’
วาโก้สานต่อโครงการ Princess Collection จากพระดำริ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ
Biz Movement วาโก้สานต่อโครงการ Princess Collection จากพระดำริ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ
กสิกรไทย ก้าวสู่เกตเวย์ Swift Payments Scheme แห่งแรกของธนาคารไทย
Finance กสิกรไทย ก้าวสู่เกตเวย์ Swift Payments Scheme แห่งแรกของธนาคารไทย
ดูทั้งหมด

STARK บทเรียนซ้ำ ๆ ตลาดหุ้นไทย

21 มิ.ย. 2566 | 16:45น.
STARK
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์

การลงทุนมีความเสี่ยง “ถูกโกง” ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ

เพราะเหตุการณ์ทุจริตของบริษัทในตลาดหุ้นไทย ดูจะเป็นบทเรียนที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ

ขณะที่อาชญากรรมตลาดทุนใหญ่ขึ้น และความเสียหายแต่ละกรณีก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่กระบวนการจัดการกับผู้กระทำผิดอาจเรียกว่าไม่ทันการณ์ หรือตามไม่ทันกับกลโกง

กรณีของ บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (STARK) น่าจะเป็นเคสที่สร้างความเสียหายในตลาดทุนมากที่สุดกรณีหนึ่ง ในการตกแต่งบัญชี สร้างยอดขายปลอม ลูกหนี้ปลอม สร้างภาพหลอกนักลงทุน

สร้างสตอรี่เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยการเทกโอเวอร์ และดันราคาหุ้นขึ้นไป จนติดอยู่ใน SET100 ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งรายย่อยและสถาบันเข้าไปลงทุน

เรียกว่าบาดเจ็บกันทั้งผู้ถือหุ้นรายย่อย ผู้ถือหุ้นกู้ ธนาคารเจ้าหนี้ และกองทุนรวมที่เข้าไปลงทุน

โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อย ไปถึงผู้ถือหน่วยกองทุนรวมที่เข้าไปลงทุนใน STARK จากมูลค่าหุ้นที่เคยสูงสุดถึง 60,000 ล้านบาท ล่าสุดเหลือไม่ถึง 2,000 ล้านบาท

รวมทั้งผู้ถือหุ้นกู้ 5 ชุดที่เป็นรายย่อยอีกหลายพันราย วงเงิน 9,198 ล้านบาท ที่เอาเงินออมมาลงทุนหวังดอกเบี้ย 3-4% เพราะเชื่อถือบริษัทเครดิตเรตติ้ง ก็เสี่ยงกับที่จะไม่ได้รับเงินคืน และความเสียหายของแบงก์พาณิชย์ปล่อยกู้อีกกว่า 8,000 ล้านบาท

ซึ่งความเสียหายอาจมากกว่านี้ เพราะบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส ผู้ตรวจสอบบัญชียังไม่ได้รับรองงบฯดังกล่าว เพราะยังมีข้อมูลอีกหลายส่วนที่ยังไม่ชัดเจน

จากรายงานงบการเงินปี 2565 ของ STARK ที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา นักลงทุนคงช็อกกับข้อมูล ที่พบว่ามีขบวนการโกง ตกแต่งบัญชีมโหฬาร

เคสนี้ไม่ใช่แค่นักลงทุนรายย่อยที่บาดเจ็บ แต่กระทบไปถึงนักลงทุนสถาบัน (แต่ถึงที่สุดผู้ที่ได้รับความเสียหายก็ตกกับผู้ถือหน่วยการลงทุน)

จึงเกิดคำถามว่า กระบวนการต่าง ๆ ในตลาดทุนไทย ทำไมถึงมีช่องโหว่กันมากขนาดนี้ แม้แต่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) ถือเป็นสถาบันการเงินที่นำเงินของประชาชนไปลงทุน แบบนี้จะเรียกว่ากระบวนการตรวจสอบหละหลวมได้หรือไม่

ขณะที่ STARK เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มี พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กำกับดูแล และยังมีบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ สอบบัญชี จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทระดับ big 4 เป็นผู้สอบบัญชี

แต่ทำไมผู้บริหารของบริษัท STARK ถึงสามารถปฏิบัติการทุจริตมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่กรรมการตรวจสอบ หรือผู้สอบบัญชี ไม่พบความผิดปกติ

ตั้งแต่สร้างยอดขายปลอม ตกแต่งบัญชีมาตั้งแต่ก่อนปี 2564 จนถึงปี 2565 คิดเป็นมูลค่ารวมถึง 6,025 ล้านบาท

รวมถึงมีการทำคำสั่งซื้อปลอม และ “รายการจ่ายเงินล่วงหน้าค่าสินค้า” มูลค่า 10,451 ล้านบาท

เรียกว่ามีการตกแต่งบัญชีตั้งแต่ก่อนปี 2564 ให้บริษัทมี “กำไร” หลักพันล้านบาท แต่จากการปรับแก้งบการเงินล่าสุด ช่วงปี 2564-2565 พบว่า บริษัทขาดทุนรวมกว่า 12,640 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 4,403 ล้านบาท

เรียกว่าธุรกิจไม่มีกำไร หนี้สินล้นพ้นตัว เส้นทางจากนี้ไปคงหนีไม่พ้นต้องยื่นศาลล้มละลาย ส่วนของผู้ถือหุ้นคงไม่เหลืออะไร ส่วนเจ้าหนี้จะเหลือเท่าไหร่ก็ต้องไปดูกันอีกทีว่ามีทรัพย์สินอะไรเหลืออยู่

เกิดคำถามมากมายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ที่ถือว่ามีกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลด้านธรรมาภิบาล กรรมการตรวจสอบแบบครบเครื่อง

แต่ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ และเกิดขึ้นบ่อยมากขึ้น

อะไรคือช่องโหว่ หรือจุดอ่อน โครงสร้างตลาดทุนไทย

และบทบาทและการทำหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจโดยตรงอย่าง สำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ทำอยู่ในปัจจุบันเพียงพอแล้วหรือ

เพราะขณะที่อีกด้านก็พยายามส่งเสริมให้รายย่อยเข้ามาลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น แต่ปล่อยให้นักลงทุนเผชิญชะตากรรมเมื่อเกิดปัญหา

นี่คือบทเรียนที่เกิดซ้ำ ๆ ที่ยังไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

STARK