คริส โปตระนันทน์ ลาออกพรรคก้าวไกล ไม่ทนระบบ “โปลิตบูโร”

คริส โปตระนันทน์
ภาพจากเฟซบุ๊ก คริส โปตระนันทน์ - Chris Potranandana

คริส โปตระนันทน์ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ และมูลนิธิเส้นด้าย เผยสาเหตุลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 จากกรณีที่นายคริส โปตระนันทน์ อดีตว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตจตุจักร พญาไท ราชเทวี ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ และมูลนิธิเส้นด้าย ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล เพื่อก่อตั้งพรรคใหม่เองนั้น เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายคริสได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพื่อชี้แจงเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่า

ตนได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลสามประการคือ อยากทำงานการเมืองในพรรคที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ขณะที่ความเป็นประชาธิปไตยของพรรคยังห่างจากที่พรรคโฆษณาอีกมาก การที่ตนได้มาร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่กับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2561 ไม่ได้มาทำการเมืองเพื่อให้ใครได้เป็น ส.ส. หรือเพื่อให้ใครได้อำนาจ หรือมาทำการเมืองเพื่อผลักดันวาระทางการเมืองของใครบางคน ตนอยากได้พรรคการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คือพรรคการเมืองที่ประชาชนเป็นเจ้าของ

อย่างไรก็ตาม นายคริสได้ย้ำว่าตนมีความภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งในพรรคนี้ไม่น้อยไปกว่าใคร

อำนาจพรรคขึ้นอยู่กับ “โปลิตบูโร”

โพสต์ดังกล่าว นายคริสยังได้ตั้งคำถามกลับไปที่ประชาชนผู้เป็นสมาชิกพรรค จำนวนกว่า 60,000 คนว่า ทราบบ้างหรือไม่ว่าพรรคมีประชุมสามัญวันไหน พรรคมีการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.อย่างไร กลไกในการคัดเลือกนโยบายที่จะหาเสียงในคราวนี้ คุณเคยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือไม่ และรู้หรือไม่ว่าใครจะได้เป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้

ในฐานะที่เคยเป็นสมาชิกตลอดชีพ ทั้งพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ตอบได้เลยว่าเรื่องทั้งหมดที่เป็นเรื่องที่สำคัญมากทั้งสิ้น ล้วนเป็นเรื่องของการตัดสินใจของคนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น โดยตนให้ชื่อเล่นกลุ่มนี้ว่า “โปลิตบูโร” ซึ่งหากการบริหารพรรคยังคงเป็นเช่นนี้ หากพรรคก้าวไกลได้อำนาจในการบริหารประเทศ พรรคก้าวไกลจะบริหารประเทศอย่างไร ก็คงต้องอยู่ที่คนกลุ่มนี้ ไม่ได้อยู่สมาชิกพรรคแต่อย่างใด

เรื่องดี ๆ ใครก็พูดได้ แต่ทำยาก ตนก็เข้าใจ มิฉะนั้น พรรคก้าวไกลในอนาคตคงจะมีชะตากรรมไม่ต่างจากพรรคการเมืองที่ดีแต่พูด (Hypocrital party) ซึ่งเรื่องนี้ตนพูดกับทุกคนในที่ประชุมใหญ่พรรคทุกปี ซึ่งคำตอบที่ได้มีเพียงแค่ “ขอเวลาหน่อย” “เรายุ่งมาก อดทนหน่อยนะ ทำให้แน่ ๆ” “เลือกตั้งคราวหน้า เราทำแน่ ๆ” ทั้งนี้ หากฟังดี ๆ ก็คล้ายที่คุณประยุทธ์พูดว่า “ขอเวลาอีกไม่นาน”

เหยียบย่ำหัวใจคนในพรรค

โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา ตนสอบถามผ่านแกนนำว่า ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจะจัดการอย่างไร เป็นไปได้หรือไม่ที่ตนจะขยับไปลง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เพราะมีโอกาสสูงมากที่เขตที่ตนลงรอบปี 2562 (ราชเทวี พญาไท จตุจักร 2 แขวง) จะถูกแบ่งใหม่แยกเป็นสามส่วน และตนก็เชื่อว่าความรู้ความสามารถของเราสามารถที่จะช่วยให้พรรคหาเสียงทั่วประเทศได้

เพราะ 2 ปีที่ผ่านมา การทำงานของตนและเพื่อน ๆ ในกลุ่มเส้นด้ายลงไปทำงานกับชุมชนแออัดทั่วทุกเขตใน กทม. และในอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ จน ส.ก.ในกลุ่มได้รับเลือกตั้งจำนวนมาก และเกือบชนะอีกจำนวนหนึ่ง แต่คำตอบที่ได้กลับมาคือ คุณจะมาเป็นได้อย่างไร คุณเหยียบย่ำหัวใจคนในพรรคขนาดนี้

เมื่อได้รับคำตอบเช่นนี้ในตอนแรกตนก็ไม่เข้าใจ แต่เมื่อลองคิดทบทวนดี ๆ ก็ถึงบางอ้อว่า ตนเคยคัดค้านการลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของ ส.ส.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร เพราะเห็นว่าตัวผู้สมัครของเราไม่ดีพอที่จะสู้กับผู้ว่าฯ ชัชชาติ ซึ่งผลคือพรรคก้าวไกลแพ้ต่อผู้ว่าฯชัชชาติชนิดที่คะแนนทิ้งกัน 2 แสนกับ 1.2 ล้านเสียง

ตนเคยคัดค้านการแต่งตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อคนหนึ่งมาเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง ส.ส.ซ่อมเขตจตุจักร-หลักสี่ เพราะ ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่มีทางที่จะเข้าใจการเลือกตั้งแบบเขต หากไม่เคยลงเลือกตั้งมาก่อน ผลก็คือพรรคก้าวไกลแพ้ด้วยคะแนนทิ้งห่างเกือบหมื่นคะแนน ต่อมาในปี 2566 ตนได้คัดค้านการแต่งตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อคนหนึ่งมาเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง ส.ส.ในกรุงเทพมหานครอีกครั้ง เพราะเรากำลังเอาคนที่ทำเลือกตั้งแพ้มาแล้วครั้งหนี่งมาคุมเลือกตั้งที่สำคัญกว่าและใหญ่กว่า

รวมถึงที่ตนในฐานะอดีตประธานมูลนิธิเส้นด้าย แถลงข่าวกรณีที่อาสาของมูลนิธิเข้าไปช่วยเหลือเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศจากอดีต ส.ก. พรรคก้าวไกล ทำให้ตนโดนถล่มจากสมาชิกพรรคว่าไม่ปกป้องพรรค

นายคริสย้ำว่า ตนไม่เคยกลัวในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง ไม่เคยกลัวในการกระทำที่เราคิดว่าถูกต้อง และที่ผ่านมาตนพูดตรง ๆ กับพรรคเสมอถึงความยุติธรรมในประเด็นต่าง ๆ เช่น การเกลี่ยทรัพยากรของ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ กับ ส.ส.เขต ความน้อยเนื้อต่ำใจของคนที่ลงพื้นที่เหล่านี้อยู่ในใจของผู้สมัครท้องถิ่น หรือผู้สมัคร ส.ส.เขตทุกคนแต่ไม่มีใครกล้าพูด

แต่การที่ตนพูดกับแกนนำแบบนั้น ทำให้ผมกลายเป็นว่า ทำไมคุณถึงมีปัญหาตลอดเลย ? ตนเป็นคนเลว เพราะต้องการแย่งเงิน แย่งทรัพยากรจาก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ? ตนเป็นคนไม่จงรักภักดีกับพรรค ?

วันที่ได้พูดคุยกับแกนนำเรื่องการขยับไปลง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ วันนั้นแกนนำท่านหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท เปรียบเทียบให้ฟังว่า หากมีเซลส์ในบริษัท 2 คน คนแรกเป็นคนเก่ง คนฉลาด ยอดขายดีมาก ๆ แต่ต่อรองผลประโยชน์ตลอด กับอีกคนยอดขายครึ่งเดียวของคนแรก แต่จงรักภักดีมาก ๆ เขาจะเลือกคนที่สอง ทำให้ตนรู้ว่าชะตากรรมในพรรคนี้จะเป็นตาย ร้าย ดี ก็ขึ้นอยู่กับว่า ตนจะพิสูจน์ความจงรักภักดีกับ “โปลิตบูโร” ได้หรือไม่ ?

แน่นอนนั่นคือวิธีการบริหารงานแบบหนึ่ง เรื่องนี้ไม่มีถูก ไม่มีผิด แต่เมื่อคุณโฆษณากับประชาชนแล้วว่าคุณเป็นพรรคประชาธิปไตย พฤติกรรมของคุณต้องทำให้ได้ตามที่คุณพูด ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นสำนวนไทย ข้างนอกสุกใส ข้างในตะติ๊งโหน่ง

เห็นต่างเรื่องนโยบายพรรค

นอกจากนี้ นายคริสยังกล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับนโยบายหลายประการของพรรคก้าวไกล โดยระบุว่า พรรคการเมืองอนาคตใหม่ที่ตนร่วมจัดตั้ง ตนฝันว่าพรรคจะเป็นสถาบันทางการเมืองที่เป็นเหมือนร่มคันใหญ่ ที่สามารถโอบรับได้กับความหลากหลายของสมาชิกพรรค ไม่ว่าจะเป็นความคิดการเมืองแบบฝั่งซ้าย ความคิดการเมืองแบบฝั่งขวา ความคิดเศรษฐกิจแบบเสรี ความคิดเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม

วันแรกจุดร่วมของจุดใหญ่คือการไม่เอาเผด็จการ (เรื่องการแก้ไข 112 ในวันนั้นยังไม่ใช่วาระของพรรคด้วยซ้ำ) ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่เหลือ อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล ยังเคยบอกตนตอนเถียงกับ อ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี (ตอนนั้น อ.เสนอเรื่องรัฐสวัสดิการ แต่ตนเสนอว่าคำตอบน่าจะเป็นเศรษฐกิจแบบเสรีมากกว่า) เรื่องนโยบายเศรษฐกิจของพรรคว่า เดี๋ยวค่อยไปคุยกัน เมื่อเราทำภารกิจสำเร็จ ต่างฝ่ายค่อยแยกออกไปตั้งพรรคก็ได้

ผ่านไปเป็นเวลา 5 ปี วันนี้นโยบายของก้าวไกลหล่นลงมาจากฟากฟ้า หล่นลงมาจากห้องแอร์ ไม่ว่าคุณจะเรียกชื่อว่าอะไร วันนี้หนึ่งในนโยบายหาเสียงที่สำคัญที่สุดของพรรคก้าวไกลคือเงินบำนาญของคนที่อายุเกิน 60 ปี ถ้วนหน้าเดือนละ 3,000 บาท หากนโยบายนี้สำเร็จ รัฐบาลจะมีรายจ่ายจากแปดหมื่นกว่าล้าน เป็นสามแสนหกหมื่นล้านบาททันที

หากใช้นโยบายนี้ต่อไปอีก 10 ปี คนสูงอายุ 60 ปีขึ้นไปจะกลายเป็น 20 ล้านคน เราจะมีรายจ่ายประจำปีปีละ 6 แสนกว่าล้านบาท หรือเท่ากับประมาณ 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ประเทศไทยเตรียมรับความ…ได้เลย

วันนี้ถ้าไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ ถ้าตนอยู่ในพรรค ตนจะทำอย่างไรได้ นอกจากเวลาใครพูดถึงนโยบายนี้ก็เงียบ ๆ แล้วกระซิบกับเขาว่า ไม่เห็นด้วย

ที่ผ่านมาวัฒนธรรมของพรรคคือ ไม่เห็นด้วยอะไรก็คุยกันภายใน เพราะถ้าตนพูด คนในพรรคก้าวไกลจำนวนมากที่ไม่สามารถแยกแยะได้ก็จะชี้หน้าคนที่คิดไม่เหมือนตนว่า ไม่มีอุดมการณ์ ไม่จงรักภักดีต่อพรรค ในเมื่อตนเป็นคนหนึ่งที่คิดไม่เหมือนพรรคทั้งหมด จะมีทางไหนที่เป็นทางออก

ไม่สามารถโกหกประชาชนได้

เมื่อระบบในพรรคเป็นเช่นนี้ ตนซึ่งกำลังจะเสนอตัวลงเลือกตั้งในฐานะว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรคก้าวไกล จึงไม่สามารถจะเป็นเซลส์ขายนโยบายของพรรคได้จริง ๆ เพราะเราเป็นนักการเมือง เรามีความเชื่อของเรา เราไม่ใช่นักขายที่ไม่ว่าของจะดีหรือไม่ดีก็ต้องโกหกประชาชน

บางคนบอกว่า อดทนอีกนิดเดียวเอง จะได้เป็น ส.ส.แล้ว ถ้าตนได้เป็น ส.ส.แล้วตนต้องทรยศต่อตัวเอง ทรยศต่อประชาชน ผมขอไม่เป็นครับ

ครั้งนี้ตนจะลงเลือกตั้งรับสมัครเป็น ส.ส.อีกครั้งหนึ่ง แต่ผมไม่สามารถลงเลือกตั้งกับพรรคก้าวไกลได้ เพราะถ้าชนะเลือกตั้ง ก็เท่ากับตนโกหกประชาชน พูดนโยบายที่ตัวเองไม่เชื่อ พูดถึงพรรคที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการจัดการ แล้วจะพูดถึงพรรคได้เต็มปากได้อย่างไร

พรรคการเมืองของ “พรรคพวก”

พรรคบอกว่า พรรคเป็นพรรคของประชาชน แต่ตอนนี้พรรคกำลังจะกลายเป็น “พรรคพวก” คนที่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จำนวนหนึ่งกำลังได้เป็นต่อในสมัยหน้า หาก “โปลิตบูโร” ถูกใจ อย่างนั้นหรือ ? หากพรรคจะเป็นพรรคของประชาชนจริง ๆ พรรคต้องกล้าทำตามข้อเสนอ set zero ของ อ.ปิยบุตร พรรคต้องกล้าเปิดให้สมาชิกโหวตผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อทางตรงอย่างโปร่งใส เพื่อพิสูจน์กับประชาชน ว่านี่คือพรรคการเมืองสมาชิก เป็นพรรคการเมืองของประชาชน ไม่ใช่พรรคการเมืองของโปลิตบูโร ไม่ใช่พรรคการเมืองของ “พรรคพวก”

ผมย้ำอีกครั้งว่า การที่ผมลาออกจากพรรคก้าวไกล ไม่ใช่เพราะผมโกรธ หรือเกลียด หรือน้อยใจ แต่เป็นเพราะไม่เห็นด้วยกับการบริหารงานของพรรค ผมยังภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันประเด็นสังคมที่ผมเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประชาธิปไตย หรือเรื่องการเปิดใบอนุญาตสุรา ให้มาถึงจุดจุดนี้

แต่การลาออกของผมจะมีคุณูปการใด ๆ ต่อการบริหารงานของพรรค หากพรรคไม่ปรับการบริหาร แทนที่พรรคก้าวไกลจะใหญ่ขึ้น พรรคจะเล็กลงเรื่อย ๆ จนเหลือแต่ “เลือดแท้” แต่การเหลือแต่เลือดแท้จะมีประโยชน์อย่างไร หากเลือดแท้นั้นมีจำนวนน้อย และไม่มีเสียงพอที่จะผลักวาระของพรรคให้สำเร็จผ่านระบบรัฐสภา

ตลอดเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ผมขอขอบคุณ อ.ปิยบุตรที่ชวนผมเข้ามาทำงานทางการเมือง แม้ว่าอาจารย์จะชิงลาออกตัดหน้าผมไปก่อนก็ตาม ผมขอขอบคุณพี่เอก คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ได้ให้โอกาสเป็นหัวหน้าคณะทำงานนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคอนาคตใหม่ ผมขอขอบคุณ เพื่อน ๆ ทั้งในพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลและประชาชนที่ได้ร่วมเดินทางกันทุก ๆ ท่าน


ถนนแห่งประชาธิปไตยไม่ได้มีทางเดียว…แล้วพบกันที่ปลายทาง

คริส โปตระนันทน์
ภาพจากเฟซบุ๊ก คริส โปตระนันทน์ – Chris Potranandana