อภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรค คนที่ 7 ลำดับที่ 10 ภารกิจกู้ชีพประชาธิปัตย์ สานต่อตำนาน 79 ปี
แล้วอดีตหัวหน้าพรรค คนที่ 7 นามว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็คัมแบ็กกลับสู่ตำแหน่งเดิมอีกครั้ง หลังจากเขาเว้นวรรคการเมือง นับแต่ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี 2562 ตัวเขาเว้นวรรคการเมือง แต่ไม่ได้พักเว้นการติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด ติดขอบสนามที่สำคัญ “อภิสิทธิ์” บอกว่า ใจเขาไม่เคยไปจากพรรคประชาธิปัตย์
ดังนั้น หลังจากที่ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” หัวหน้าพรรค คนที่ 9 ลาออกจากตำแหน่ง จึงเป็นโอกาสที่เขาจะกลับมาคัมแบ็กในฐานะหัวหน้าพรรค คนที่ 7 แต่เป็นการดำรงตำแหน่งรอบสอง
ในการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคปชป.ชุดใหม่ ปรากฎว่า “อภิสิทธิ์” ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนท่วมท้นโดยไม่มีคู่แข่ง
“อภิสิทธิ์” ได้ลุกขึ้นกล่าวเปิดใจตอนหนึ่งระหว่างการโหวตลงคะแนนว่า…
“สิ่งแรกต้องขอขอบคุณทุกคนที่มาร่วมประชุมวันนี้อย่างพร้อมเพรียง และมอบความไว้วางใจให้กับผมอีกครั้ง ตอนเดินเข้ามาสื่อมวลชนถามผมว่ารู้สึกอย่างไรที่กลับมาบ้าน ผมตอบสั้นๆ ว่าใจผมไม่เคยไปไหน”
“ตั้งแต่ที่มีเพื่อนสมาชิกหลายคนมาคุยกับผมให้กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค สิ่งที่ผมหนักใจที่สุดคือเวลาที่จำกัด ผมจะเติมกำลังให้กับพรรคเราได้อย่างไร”
“ผมใช้เวลาเกือบทั้งหมดที่ผ่านมา เชิญชวนคนใหม่ๆ เพื่อเข้ามาอยู่กับพรรค ผมต้องการให้ศิษย์ทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่า ผสมผสานกันขับเคลื่อนพรรค ตั้งแต่ผมทำงานมา เพื่อนร่วมงานผมอายุมากกว่าตนตลอด”
“ผมเลยขอว่าครั้งนี้ขอให้มีหลายๆ คนอายุน้อยกว่าผมบ้าง ผมจะได้เป็นคนที่มีผมสีขาวอยู่คนเดียว”
“ดังนั้น ผมต้องเสนอชื่ออีกหลายคนที่ไม่ได้เป็นองค์ประชุม บางคนต้องยกเว้นคุณสมบัติ จึงขอประธานที่ประชุมว่า เมื่อตนเอ่ยชื่อ จะให้ท่านนั้นมาแสดงตัวตามข้อบังคับพรรค เพราะผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อต้องอยู่ในที่ประชุม”

จากนั้น “อภิสิทธิ์” ได้เสนอชื่อรองหัวหน้าพรรคตามภารกิจ 8 คน ได้แก่ 1.นายกรณ์ จาติกวณิช ดูแลด้านนโยบาย 2.นางการดี เลียวไพโรจน์ ดูแลด้านเศรษฐกิจดิจิทัล 3.นายจูรี นุ่มแก้ว ดูแลด้านการสื่อสารองค์กร 4.นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ดูแลด้านสตรี เยาวชน และความยั่งยืน 5.นายวีระพงษ์ ประภา ดูแลด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 6.นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ดูแลยุทธศาสตร์การเมืองและการประสานงานกับภาคประชาชน 7.นายอิสรา สุนทรวัฒน์ ดูแลด้านการต่างประเทศ 8.นายอัมพร พินะสา ดูแลด้านการศึกษา และเลขาธิการพรรคชื่อ ชัยวุฒิ บรรณาวัฒน์
พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคเดียวในประเทศไทย ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 79 ปี นับแต่การก่อตั้งเมื่อปี 2489 เคยผ่านจุดสูงสุด – ต่ำสุด มาแล้วหลายครั้ง มีหัวหน้าพรรคมาแล้ว 9 คน ก่อนที่ “อภิสิทธิ์” จะคัมแบ็ก
ควง คานอำนาจปรีดี
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนแรก คือ “ควง อภัยวงศ์” เป็นรับรู้กันว่าการก่อตัวของ “พรรคประชาธิปัตย์” เกิดจากการรวมกลุ่มของคนการเมืองที่อยู่ต่างขั้วกับ “ปรีดี พนมยงค์” เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช – ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช – โชติ คุ้มพันธ์ – เลียง ไชยกาล เมื่อเห็นว่า กลุ่มการเมืองของ “ปรีดี” เลือกเล่นการเมืองในสภา จึงเห็นควรสู้ในเกมสภา
เกมการเมืองในสภาของ “พรรคประชาธิปัตย์” ในเวลานั้น ทั้งการตั้งกระทู้เรื่องเรื่องการใช้จ่ายเงินและอภิสิทธิ์ของฝ่ายเสรีไทย กระทั่งเกิดกรณีสวรรคต ของในหลวงรัชกาลที่ 8 เป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับรัฐบาลปรีดี หมดวาระ รัฐบาลเจอแรงกดดันอย่างหนัก แต่ ปรีดี ก็สามารถฝ่าด่านเลือกตั้งเข้าสภาได้สำเร็จ
แต่ตัดสินใจส่งไม้ต่อให้ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาสวัสดิ์ เป็นนายกฯ สุดท้ายเกิดการรัฐประหาร 2490 นำโดย จอมพลผิน ชุณหะวัณ และหนึ่งในผลพวงการรัฐประหาร การเลือกตั้งในเวลาต่อมา พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสียงข้างมากในสภา โดยมี “ควง” เป็นนายกฯ แต่ต่อมาก็ถูก “ปฏิวัติเงียบ” ถูกจี้ลงจากตำแหน่ง เปิดทางให้ “จอมพล ป. พิบูลสงคราม” กลับเข้าสู่อำนาจ เป็นนายกฯ
แต่ ควง ก็ยังเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรื่อยมา ทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าน – ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ทั้ง รัฐบาลจอมพล ป. รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ รัฐบาลจอมพลถนอม กระทั่งเสียชีวิต 15 มีนาคม 2511 ขณะอายุได้ 66 ปี โดยดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต
ตำนาน เสนีย์ นายกฯ แพ้โหวต
ม.ร.ว.เสนีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แทน “ควง” นำพรรคเป็นฝ่ายค้าน ถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลถนอม กิตติขจร เขานำพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล หลังเหตุการณ์นองเลือด 14 ตุลาคม 2516 ผ่านไปประมาณปีเศษ โดยผลการเลือกตั้งครั้ง 26 มกราคม 2518 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีพรรคใดได้เสียงในสภาเกินครึ่ง แต่มีพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสียงมากเป็นอันดับ 1 มี ส.ส. 72 เสียง จึงต้องเป็นรัฐบาลผสม
กลายเป็นว่า แม้สภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากจะโหวต ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นนายกฯ แต่ทันทีที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา กลับถูกคว่ำ – แพ้โหวตกลางสภา เมื่อ 15 มีนาคม 2518 “ม.ร.ว.เสนีย์” ได้เป็นนายกฯ ได้เพียง 1 เดือนเท่านั้น
แต่ในปี 2519 ม.ร.ว.เสนีย์ พาพรรคประชาธิปัตย์ ชนะการเลือกตั้ง วันที่ 4 เมษายน 2519 อีกครั้ง และได้เป็นนายกฯ แต่ก็อยู่ได้ไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กระทั่งต่อมาได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และวางมือทางการเมือง ในปี 2522
ถนัด ปาดหน้า อุทัย – ชวน
พ.อ.(พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ ก้าวขึ้นมาเป็นตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 3 เมื่อ 26 พฤษภาคม 2522 สามารถเอาชนะ “อุทัย พิมพ์ใจชน” และ ชวน หลีกภัย ที่อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน เพราะในยุครัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ และ รัฐบาลจอมพลถนอม เขาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นตัวจักรสำคัญในการก่อตั้งประชาคมอาเซียน จึงทำให้หลังการพ่ายแพ้ “อุทัย” แยกตัวไปตั้งพรรคปฏิวัติ ซึ่งลายเป็นพรรคก้าวหน้าในเวลาต่อมา แม้ พ.อ.(พิเศษ) ถนัด จะไม่ได้ขึ้นสูงได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ร่วมรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และครบวาระดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ในปี 2525
พิชัย ลมใต้ปีกรัฐบาล พล.อ.เปรม
“พิชัย” ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค คนที่ 4 ในยุคนี้ถือเป็น “ลมใต้ปีก” ของรัฐบาล พล.อ.เปรม ทว่าเหตุการณ์สำคัญในช่วงเวลานี้คือ การเกิด “กบฏ 10 มกรา” ที่สะเทือนไปถึงรัฐบาล พล.อ.เปรม โดยเหตุเกิดที่โรงแรมเอเชีย เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2530 ในการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 4
เป็นการแข่งขันกันระหว่าง กลุ่มของนายวีระ มุสิกพงศ์ เลขาธิการพรรคในขณะนั้น ที่สนับสนุนนายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ อดีตเลขาธิการพรรคคนที่ 7 เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรค กับกลุ่มของนายชวน หลีกภัย และ “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่เสนอชื่อนายพิชัย รัตตกุล เป็นหัวหน้าพรรค สุดท้ายกลุ่มของนายวีระแพ้ให้กับกลุ่มของนายชวน–เสธ.หนั่น
ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2531 กลุ่ม 10 มกรา ออกฤทธิ์เดช “สวนมติพรรค” และ “มติวิปรัฐบาล” โดยการลงมติ แม้ว่า “กฎหมายรัฐบาล” จะได้รับความเห็นชอบ (183 ต่อ 134 เสียง) ถัดมาเพียงวันเดียว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประกาศยุบสภาในวันถัดมา และต่อมา เฉลิมพันธ์, วีระ มุสิกพงศ์ เลขาธิการพรรค แยกไปตั้งพรรคประชาชน
ปชป.รุ่งเรืองยุค ชวน
เมื่อ “พิชัย” ครบวาระดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ในปี 2534 ชวน หลีกภัย รองหัวหน้าพรรค ภาคใต้ ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค โดยเอาชนะ “มารุต บุนนาค รองหัวหน้าพรรค กทม. โดย “ชวน” ได้รับการเลือกจากที่ประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2534 ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคลำดับที่ 5 และเขาได้พาพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกฯ ถึง 2 ครั้ง ก่อนจะพ่ายแพ้ให้กับพรรคไทยรักไทย คลื่นลูกใหม่ที่นำโดย “ทักษิณ ชินวัตร”
สปีริต บัญญัติ
20 เมษายน 2546 “บัญญัติ บรรทัดฐาน” ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 6 เอาชนะ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และอาทิตย์ อุไรรัตน์ แต่หลังจากนำพรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้ง วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 กลับแพ้ให้กับพรรคไทยรักไทยอย่างราบคาบ โดยได้ สส.เพียงแค่ 96 คน ทำให้เขา และ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค
อภิสิทธิ์ นายกฯ คนที่ 27
หลังจาก “บัญญัติ” แสดงสปีริตลาออก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคในวันที่ 23 เมษายน พ.ศ.2548 ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 7 เขาเป็นคนที่นำพาพรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง หลังพรรคพลังประชาชนถูกยุบพรรคและพรรคร่วมรัฐบาลสลายขั้ว ได้เป็นนายกฯ คนที่ 27 แต่สุดท้ายพ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 2554 ให้กับพรรคเพื่อไทย และกลายเป็นพรรค “ต่ำร้อย” ในการเลือกตั้ง 2562 เขาแสดงสปีริตลาออก และ ถอยเหมือนจะถอยห่างการเมืองแต่ก็ไม่เคยห่าง
จุรินทร์ ต่ำ 50
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 8 ภายหลัง “อภิสิทธิ์” ลาออก โดยเอาชนะ อภิรักษ์ โกษะโยธิน – พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค – นายกรณ์ จาติกวณิช พาพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เขาได้นั่งเก้าอี้ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ทว่า หลังการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 พรรคประชาธิปัตย์ได้เพียง 25 เสียง ต่ำกว่าเดิม เขาลาออก
เฉลิมชัย ร่วมรัฐบาลอิ๊งค์
ซึ่งผู้นำทัพประชาธิปัตย์คนที่ 9 คือ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” นำประชาธิปัตย์ มี “เดชอิศม์ ขาวทอง” เป็นเลขาธิการพรรค ร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เมื่อ 29 สิงหาคม 2567 ดัน “แพทองธาร ชินวัตร” เป็นนายกฯ คนที่ 31 พร้อมกับได้เก้าอี้รัฐมนตรีสำคัญ อย่าง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
แต่สุดท้ายด้วยพิษคลิปเสียงอังเคิลทำให้รัฐบาลแพทองธาร ต้องมีอันเป็นไป การเมืองเข้าสู่โหมดรัฐบาลเฉพาะกิจ เห็นคูหาเลือกตั้งอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่ ”เฉลิมชัย“ ได้ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรค
ถึงคราวที่ “อภิสิทธิ์” คัมแบ็กเป็นหัวหน้าพรรคเป็นคำรบที่ 2 เป็นนั่งหัวหน้าพรรคคนที่ 7 แต่เป็นลำดับที่ 10 บนกระดานรายชื่อ เพราะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคต่อจากคนที่ 9 โดยมีภารกิจสำคัญที่จะฟื้นพรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นพรรคหลักบนกระดานอีกครั้ง