อภิสิทธิ์ มั่นใจ ปชป.พาไทยพ้นจน ย้ำจุดยืนไม่ร่วมพรรคทุนเทา-แก้ ม.112
“อภิสิทธิ์” นำว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. สักการะศาลหลักเมือง เอาฤกษ์เอาชัยสู้ศึกเลือกตั้ง มั่นใจแคนดิเดตนายกฯ ปชป. เป็นคำตอบประชาชนพ้นความยากจน ย้ำจุดยืนไม่ร่วมงานพรรคทุนเทา-แก้ ม.112 ย้อนถามสื่อถามทำไมจับมือ พท.ได้หรือไม่ บอกชัดเจนอยู่แล้ว ขอให้ไปถามคนอื่น
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหน้าพรรค, นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร นำว่าที่ผู้สมัครสส.กทม. 33 เขต ถือฤกษ์ 07.30 น. สักการะศาลหลักเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.จะเปิดรับสมัครในวันพรุ่งนี้ (27 ธ.ค. 68) ซึ่งวันนี้ในเวลา 10.00 น. พรรคประชาธิปัตย์จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคทั้ง 3 คนผ่านโซเชียลทุกช่องทาง ประกอบด้วย 1.นายอภิสิทธิ์ 2.นายกรณ์ และ 3.นางการดี
จากนั้น ภายหลังสักการะศาลหลักเมือง นายอภิสิทธิ์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า วันนี้จะมีการประกาศแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์อีก 2 คน ผ่านโซเชียลมีเดียในเวลา 10.000 น. ซึ่งคาดว่าขณะนี้สื่อและสังคมน่าจะทราบว่าเป็นใคร ส่วนที่ใครยังเดาไม่ออกก็น่าจะเดาได้แล้ว
ส่วนจุดขายของนายกรณ์และนางการดีคืออะไร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสามคนไม่ใช่ต่างคนต่างมา เรามีที่มาที่เหมือนกัน ในเรื่องความคิดและวิสัยทัศน์ทางการเมือง อีกทั้งยังเคยทำงานร่วมกันมาในโอกาสต่าง ๆ จึงมีความมั่นใจว่าเรามองอนาคตของประเทศที่เราอยากให้เป็น และเชื่อว่าเป็นอนาคตที่คนไทยอยากเห็น ดังนั้น การทำงานของทั้ง 3 คนจะมีลักษณะของความกลมกลืน เพราะมีโอกาสคุยกันหลายครั้ง และทำนโยบายสำหรับหาเสียงมาด้วยกัน
ส่วนเมื่อเทียบกับพรรคการเมืองอื่นถือว่าได้เปรียบหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ขอเปรียบเทียบ แต่อยากอธิบายให้เห็นที่มาว่า ทั้ง 3 คนเคยทำงานร่วมกันมาจึงขอให้ประชาชนมั่นใจ เพราะมีอุดมการณ์เดียวกันและมีวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน
เมื่อถามว่าภายหลังเปิดตัวมีกระแสในพื้นที่กรุงเทพมหานครดีขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรามีโอกาสพบปะประชาชน ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แต่คิดว่าประชาชนคงต้องใช้เวลา 40 กว่าวันที่เหลือในการเปรียบเทียบและตัดสินใจ ซึ่งเราก็อยากให้เป็นเช่นนั้น เพราะเราถือว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญมาก เราไม่อยากให้ประเทศไทยติดหล่มอยู่กับสภาพเศรษฐกิจการเมืองแบบที่ผ่านมา จึงอยากให้ประชาชนพิจารณาให้ถี่ถ้วน ว่าโอกาสนี้เป็นโอกาสสำคัญที่เราจะทำให้ประเทศพ้นจากสภาพนี้ ให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เป็นสังคมที่สงบสุข และประเทศไทยกลับมาผงาดในเวทีโลกอีกครั้ง
ส่วนนอกจากแคมเปญไทยไม่ทน จะมีแคมเปญอื่นออกมาช่วงเลือกตั้งเพื่อดึงคะแนนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ขณะนี้เราไล่เรียงสภาพปัญหาที่สัมผัสได้จากประชาชนในเรื่องที่เขาเหนื่อย ท้อ และต้องทน แต่วันนี้เป็นโอกาสที่จะพ้นจากสภาพนั้น จึงได้เปิดแคมเปญไทยหายจน ซึ่งไม่ได้หมายถึงจนเงินอย่างเดียว จากนี้ไปจะทยอยเปิดนโยบายที่จะเป็นคำตอบว่า การแก้ปัญหาความจนแต่ละด้านเป็นอย่างไร
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนของพรรคประชาธิปัตย์ เรามีความชัดเจนว่าไม่ได้มาลอย ๆ แต่เราจะระบุเป้าหมายที่เป็นตัวชี้วัดประเมินเราได้ถ้ามีโอกาสไปทำงาน เช่น ภายใน 4 ปีเศรษฐกิจไทยต้องเติบโตอย่างน้อยร้อยละ 5 อย่างที่เราเคยทำมาในอดีต ฉะนั้น เมื่อเศรษฐกิจโต หนี้สินของภาคประชาชนปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 80-90 ของรายได้ก็จะลดลงตามเหลือร้อยละ 60 เราจึงประกาศชัดว่าทั้งหมดทำได้ด้วยบ้านเมืองสุจริต หมายความว่าประเทศไทยต้องไม่ถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 107 ในดัชนีความโปร่งใส และตัวเลขต้องสูงขึ้นอยู่ที่ประมาณ 80 เหมือนสมัยที่เราเป็นรัฐบาล ซึ่งเราจะทยอยอธิบายว่าการสร้างบ้านเมืองที่สุจริตเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี ปรับรื้อกฎหมาย หรือการเพิ่มทักษะให้กับบุคลากร ซึ่งจะเป็นคำตอบให้กับประชาชน
สำหรับที่มีการโจมตีใช้วาทะกรรมตอบโต้กันไปมา นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าไม่ใช่เรื่องวาทกรรม แต่เป็นความตั้งใจที่ประกาศและทำจริง
ส่วนที่ถูกโจมตีในเรื่องต่าง ๆ ทั้งเรื่องการชั่งไข่ ประชาธิปัตย์จะชี้แจ้งอย่างไรนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าความจริงเมื่อวานนี้ตนไม่มีการชี้แจงไปแล้ว 2-3 รายการ ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ประสงค์ตอบโต้ต่อความ แต่เราแสดงจุดยืน สำหรับการสร้างบ้านเมืองสุจริต ซึ่งสิ่งที่เราประกาศไปคือสิ่งที่ได้รับฟังจากประชาชนจำนวนมากที่ต้องการเห็นบ้านเมืองหลุดพ้นจากสภาพปัจจุบัน หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศไม่จับมือกับพรรคการเมือง พรรคประชาชนก็มีการประกาศเหมือนกัน
ส่วนที่มีการคาดการณ์ว่าประชาธิปัตย์จะได้ร่วมทำงานกับพรรคส้ม นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งมีความพยายามตีความ หรือบางครั้งเป็นการยัดเยียด ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งในวันนั้นตนเป็นคนที่พูดชัดเจนในกรณีที่คนเป็นห่วงเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งตนเป็นคนพูด เนื่องจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ไม่มีใครพูดเรื่องนี้ ยกเว้นการถูกถามเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งเป็นคนละฉบับกัน ซึ่งตนพูดชัดเจนว่านโยบายที่สร้างความแตกแยกเราจะไม่สนับสนุน และร่วมกับรัฐบาลที่มีนโยบายเช่นนั้น ฉะนั้น พรรคการเมืองใดที่มีนโยบายแบบนี้เราจะไม่ร่วมอยู่แล้ว ซึ่งตนเคยพูดตั้งแต่ต้น และไม่ทราบว่าเหตุใดจึงมีความพยายามที่จะมายัดเยียดหรือตีความให้ในสิ่งที่ตนไม่ได้พูด
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังย้ำอีกว่า เรื่องนี้อย่าตีความ เหตุใดบ้านเมืองทุกวันนี้จึงไม่ตรงไปตรงมา สิ่งที่ตนพูดนั้นเป็นข้อเท็จจริง ชัดเจน วันนี้ตนสนใจ อารมณ์ของประชาชนทั่วไป มากกว่านักวิเคราะห์หรือกูรูทางการเมือง พี่พยายามพูด ทิศทางเกมการเมือง ได้การเมือง ตนพูดอยากได้การเมืองสุจริต เคยพบการเมืองบางพรรคที่ไม่สามารถสร้างการเมืองสุจริต ตนก็ประกาศไม่ร่วม ซึ่งมีความตรงไปตรงมาง่าย ๆ ส่วนใครอยากตีความก็ตีไป แต่เชื่อว่าประชาชนอยากเห็นบ้านเมืองสุจริต
เมื่อถามว่ามีความพยายามจับขั้วทางการเมือง นายอภิสิทธิ์ระบุว่าเป็นเรื่องของคนอยากจับ วันนี้เราเดินหน้าสร้างบ้านเมืองสุจริต แสดงจุดยืนที่ชัดเจน เพราะการไม่แสดงจุดยืนที่ชัดเจนจะเปิดโอกาสกลับไปสู่การเมืองที่มีข้อตกลงลับ มีข้อตกลงแล้วฉีก หรือสลับขั้วเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เพื่อจะทำให้บ้านเมืองอยู่ที่เดิม ดังนั้น วันนี้ประกาศให้ชัด และไม่ได้สร้างปัญหาให้กับใคร และทางพรรคที่เราไม่ร่วมด้วย เขาก็บอกไม่อยากให้เราร่วมอยู่แล้ว ก็เท่านั้นเอง
ขณะที่พรรคการเมืองที่อยากจะร่วมด้วยนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าคือทุกพรรคที่อยากสร้างบ้านเมืองสุจริต มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ทำเศรษฐกิจเติบโต เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
ส่วนมีโอกาสที่จะสามารถร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ย้อนถามว่าทำไมต้องถามต่อ ตอนนี้เราพูดกันชัดเจนอยู่แล้ว ขอให้ไปถามคนอื่นที่ไม่ตอบดีกว่า นั่นถือเป็นวาทกรรม สื่อประเภทที่พูดว่าไม่ร่วมทุนเทา แต่หันไปหันมา สุดท้ายกลับไม่มีใครเป็นทุนเทา แล้วมาจากไหนในวันนี้
