4 ตัวเต็งผู้ว่า กทม. ประกาศจุดยืน ไม่เอารัฐประหาร พร้อมดูแลผู้ชุมนุม

4 ตัวเต็งผู้ว่า กทม.

4 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ประกาศยืนข้างประชาชน ไม่เอารัฐประหาร วิโรจน์ พร้อมลงถนนนำหน้าผู้ชุมนุม สุชัชวีร์ ไม่ให้ความร่วมมือผู้ใช้ความรุนแรง ชัชชาติ ไม่หนุนปฏิวัติผิดขั้นตอนประชาธิปไตย

วันที่ 13 พฤษภาคม 2565 ที่ตึกข่าวสด เครือ “มติชน” จัดเสวนา “คุณถามมา….(ผู้สมัครฯ) ผู้ว่า กทม.ตอบ” โดยมี นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครพรรคก้าวไกล นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ และ น.ต.ศิธา ทิวารี ผู้สมัครพรรคไทยสร้างไทย

ทั้งนี้ แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ทั้ง 4 คน ตอบคำถามหัวข้อ “ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร แล้วมีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง แล้วรัฐบาลใช้กำลัง ฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา โล่กระบอง เข้าสลายการชุมนุม หรือถ้าชุมนุมมากจนมีการรัฐประหาร ผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร มีจุดยืนอย่างไรกับเรื่องนี้”

น.ต.ศิธา กล่าวว่า อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. คือ ต้องบริหารจัดการให้คนอยู่อย่างมีความสงบสุข มีการบังคับใช้กฎหมาย แต่ต้องคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ในฐานะที่ผู้ว่าฯ กทม.เป็นพ่อเมืองหลวงจะเป็นบ้านไหนก็แล้วแต่ เมื่อมีคนเดือดร้อนเขาหนีร้อนมาพึ่งเย็น ขั้นแรกต้องลงไปดูแลเขาก่อนตามสิทธิมนุษยชน การบังคับใช้กฎหมายหากคิดแต่ว่าต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด แบบนี้บ้านเมืองอยู่ไม่ได้ เพราะไม่ดูภาพรวม ฉะนั้น ต้องบาลานซ์การบังคับใช้กฎหมายและรักษาสิทธิมนุษยชน

ที่ผ่านมาผู้ว่าฯ กทม. ใช้วิธีไปแกล้งเขาโดยไม่ให้ห้องน้ำเขาบ้าง ใช้กฎหมายรักษาความสะอาดไปจัดการเขาบ้างแบบนี้ เราต้องไปดูแลถ้อยทีถ้อยอาศัยว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เดี๋ยวจะเป็นตัวกลางติดต่อกับหน่วยงานที่เป็นเจ้าปัญหาให้มาคุยกัน และอาจจะบอกว่าการชุมนุมไม่ได้มีแค่คุณที่เดือดร้อน อาจจะมีคนอื่นเดือดร้อนด้วย อาจจะขยับกันนิดหนึ่ง

แต่หากไปจัดที่ให้ชุมนุมมันทำไม่ได้ เพราะสถานที่การชุนนุมมันทรงพลังกับการต่อรองกับรัฐบาลที่ไม่ยอมฟัง หรือหน่วยงานราชการต่าง ๆ เราต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยและเป็นตัวกลางในการไปคุย เรื่องสิทธิมนุษยชนและห้องน้ำเราต้องไปช่วย

“ถ้าเกิดการรัฐประหารแล้วผู้ว่าฯ กทม.จะทำอย่างไรนั้น ไม่มีใครทำอะไรได้เลยเขาคือรัฐถาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคำถามที่ถามเกินจากอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. ทุกหน่วยงานต้องทำตาม ฉะนั้น ขั้นแรกสิทธิมนุษยชนในเรื่องการชุมนุมต้องทำได้โดยไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อน” น.ต.ศิธา กล่าว

ด้าน นายชัชชาติกล่าวว่า หน้าที่ของผู้ว่ากรุงเทพมหานครต้องดูแลคนกรุงเทพทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะคิดเห็นอย่างไร เห็นต่างจากรัฐบาลอย่างไร พ.ร.บ.ชุมชนสาธารณะ จะต้องอำนวยความสะดวก เก็บขยะ ห้องน้ำ น้ำดื่ม แพทย์ฉุกเฉิน กล้องซีซีทีวี ความปลอดภัย ต้องดูแลให้เต็มที่ กรุงเทพมหานคร

จะต้องเตรียมพื้นที่ชุมนุมสาธารณะตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.ชุมนุมเพื่ออำนวยความสะดวก เวลาชุมนุมก็มาชุมนุมได้เลย ไม่ต้องไปขออนุญาตตำรวจ ถ้ามีเหตุการณ์รัฐประหาร แพทย์ของกรุงเทพมหานครจะต้องเตรียมพร้อมทั้งหมด รถพยาบาลฉุกเฉิน จะต้องเต็มที่ ดูแลประชาชน ไม่ใช่ดูแลคนล้อมปราบประชาชน

“22 พฤษภาคม ครบรอบปฏิวัติพอดี ผมก็อยู่ในเหตุการณ์ เราไม่สนับสนุนการรัฐประหาร เรายืนอยู่ข้างประชาชน ถ้าเขาทำอะไรที่ผิด ต้องยืนข้างประชาชน ไม่สนับสนุนการปฏิวัติเพราะผิดขั้นตอนประชาธิปไตย” นายชัชชาติ กล่าว

ด้านนายวิโรจน์ กล่าวว่า พ.ร.บ.รักษาความสะอาด ถูกนำไปใช้อย่างไม่เป็นธรรม แม้เป็นการติดกระดาษแสดงความคิดเห็นก็ถูกนำกฎหมายนี้มาใช้แล้ว ส่วนผู้ที่นำตู้คอนเทนเนอร์มาขัดขวางประชาชนและเอาลวดหนามหีบเพลงมาขวางการเดินเท้าของประชาชน ผู้ว่าฯกทม. ต้องนำกฎหมายฉบับนี้มาบังคับใช้กับคนพวกนี้ด้วย

และที่ผ่านมาก็ไม่มีการเก็บลวดหนามหีบเพลง เมื่อมีประชาชนพลเมืองดีไปเก็บให้ กลับถูกกล่าวหาดำเนินคดีว่าลักทรัพย์ของทางราชการ ถ้าเป็นอย่างนั้นตนจะให้เทศกิจไปเก็บแล้วนำไปคืนกองทัพ ไม่ใช่นำมาวางเกะกะแบบนี้ทำให้คนเดินเท้าต้องเดือดร้อน



“ผมยังสงสัยอีกว่า เมื่อเกิดการชุมนุม แล้วสั่งบีทีเอสให้ต้องหยุดเดินรถ ทั้งที่เป็นหนี้อยู่ 3.7 หมื่นล้านบาท ยังไม่สาสมอีกหรือ นอกจากนี้ หากบีทีเอสหยุดเดินรถจะเป็นอันตราย หรือเป็นการหมายจะให้ใครใส่ชุดลายพรางไปส่องยิงประชาชนแบบที่เคยทำมาหรือไม่ นี่คือเรื่องที่ผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้ หากผมได้เป็นผู้ว่าฯกทม.จะไม่ยอมให้ใครใช้กระสุนจริงเป็นแสนนัด และปักป้ายว่าเขตกระสุนจริง และยิงสังหารประชาชนใจกลางเมืองหลวงอีกแล้ว” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์กล่าวว่า เรื่องที่สำคัญคือการใช้สถานที่ต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจอาวุธ และแจ้งความประสงค์มาเลยว่าจะทำอะไร หากมีการรัฐประหารเกิดขึ้น ผู้ว่าฯกทม. ก็จะกลายเป็นประชาชน การลุกขึ้นสู้ของประชาชนจะต้องมีผู้ว่าฯกทม.ที่ชื่อวิโรจน์เคียงข้าง และยืนเคียงข้างเพื่อปกป้องประชาชนอย่างแน่นอน

 

ส่วนนายสุชัชวีร์กล่าวว่า ตนคิดเสมอว่าพี่น้องประชาชน คือครอบครัวของตน เพราะฉะนั้นสิทธิขั้นพื้นฐานของการแสดงออก ตนต้องดูแลประชาชน ดูแลเรื่องความปลอดภัย นี่คือเรื่องของชีวิตและทรัพย์สิน สำคัญที่สุด การันตีเลยว่า กล้องวงจรปิดที่จะใช้คือ Wi-Fi ฟรี ก็ทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ตลอด ไม่เหมือนในปัจจุบัน ทำอะไรก็ไม่มีใครรู้

หากท่านทำความรุนแรงกับประชาชน ท่านจะไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ว่าฯ กทม. ที่ชื่อสุชัชวีร์แน่นอน เพราะว่าเขาต้องใช้หลายเรื่อง ต้องใช้ทรัพยากรของ กทม. ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ท่านจะได้รับความร่วมมือ หากใช้ความรุนแรงกับประชาชน จะไม่ได้รับความร่วมมือจาก กทม.อย่างแน่นอน เพราะประเทศนี้เป็นประเทศประชาธิปไตย

“เช่นเดียวกัน ผมไม่เห้นด้วยกับการรัฐประหาร ถ้าเกิดขึ้นจะไม่ได้รับความร่วมมือเช่นเดียวกัน” นายสุชัชวีร์ กล่าว

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ