กรุงเทพ…ในมือผู้ว่าฯ สุชัชวีร์-ศิธา

ผู้ว่า กทม.

การชิงชัยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้มข้นดุเดือด เดินทางมาถึงช่วงโค้งสุดท้าย โค้งอันตราย

หากหลายนโยบายจากปากผู้ว่าฯ กทม.โปรยเป็นยาหอมให้ผู้คนตัดสินใจ “ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 2 คน จาก 2 พรรคการเมือง

คนหนึ่งเป็นวิศวกร เป็นอาจารย์ ดีกรีอดีตอธิการบดี คือ “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ อีกคนเป็นนักการเมือง เป็นนักบินขับไล่ F16 คือ “น.ต.ศิธา ทิวารี” จากพรรคไทยสร้างไทย ว่าจะใช้ประสบการณ์ในชีวิตถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. 4 ปี จะทำอะไรให้คนกรุงเทพฯ

สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์”

‘ไม่โกหก ไม่ปกปิดความผิด ไม่คอร์รัปชั่น’

“สุชัชวีร์” ยืนยันว่า ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.จะไม่ทำให้ผิดหวัง ซึ่งเหตุผลทำไมต้องเลือกสุชัชวีร์ มี 4 เรื่อง
1.ผมมาพร้อมกับหลักวิชาการ ถ้าหากไม่รู้หลักวิชาการก็เหมือนกับที่เห็น ต้องแก้ไขอยู่ร่ำไป 2.ผมมาพร้อมกับประสบการณ์ โดยเฉพาะเรื่องวิศวกรรมที่เกี่ยวกับปัญหาของ กทม. ทั้งฝนตก น้ำท่วม รถติด ฝุ่นพิษ หรือการจราจร

เรื่องสาธารณสุข กทม.สามารถเสริมจุดแข็งให้คนสามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่ดีกว่านี้แน่นอน

3.นโยบายของผมชัดเจนตั้งแต่วันแรก ต้องเปลี่ยน กทม.เป็นเมืองสวัสดิการที่ทันสมัยต้นแบบของอาเซียนให้ได้ใน 4 ปี

4.ผมยังมีพลัง และผมมาพร้อมกับพลัง เพราะ กทม.ปัญหามันหนักจริง ๆ ถ้าเกิดไม่ได้คนที่มีพลัง มีความมุ่งมั่นแบบสุด ๆ ยากเหลือเกิน ผู้ว่าฯทำงานคนเดียวไม่มีทางทำได้ ทั้งงบประมาณ ทั้งข้อบัญญัติที่จะทำให้ทันสมัย ต้องมาพร้อมกับ ส.ก. 50 เขต 50 คนของพรรคประชาธิปัตย์

“อยากจะขอโอกาสตรงนี้ จะไม่ทำให้คนผิดหวัง”

“ผมย้ำครับว่า กทม.ต้องเปลี่ยนเป็นเมืองสวัสดิการที่คนสามารถลุกยืนขึ้นมาได้เท่า ๆ กันก่อน ทั้งเรื่องปากท้อง การศึกษา สาธารณสุข และทันสมัย หยุดปัญหาซ้ำซาก และจะยกระดับศักยภาพของ กทม.ให้เป็นเมืองต้นแบบอย่างแท้จริง”

ท่ามกลางแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. มีเพียง “สุชัชวีร์” ที่ไม่เคยเข้าสู่วงการการเมืองมาก่อน เขากล่าวว่า จุดอ่อนอาจจะเป็นจุดแข็งก็ได้ เพราะผมจะเริ่มต้นให้ถูกต้องเสียเลยว่าผมสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ มาพร้อมกับ ส.ก. และบอกชัดเจนเลยว่าผมมีนโยบาย 1-4 จะทำให้ได้จริง

ใน 4 ปีถ้า กทม.มีผู้ว่าฯ ชื่อ “สุชัชวีร์” จะได้เห็นว่าคน กทม.ได้ใช้ไวไฟฟรี อินเทอร์เน็ตฟรี เป็นสวัสดิการพื้นฐานของคน กทม. ซึ่งจะทำให้คนเท่าเทียมและมีโอกาส เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตทำให้ชีวิตคนจากปิดเป็นเปิด จากไม่เท่า กลับมาเท่า สร้างโอกาสมหาศาล และคน กทม.ใน 4 ปีสามารถขอใบอนุญาตออนไลน์ได้ แบบนี้ไม่มีใครไถเงินท่านแล้ว



ใน 4 ปีโรงเรียนที่ดีที่สุดสำหรับลูกหลาน จะเป็นโรงเรียนที่ใกล้บ้านจริง ๆ ดูแลเด็กตั้งแต่ก่อนอนุบาล อนุบาล ประถม ถึงมัธยม มีหลักสูตรที่มีคุณภาพสูงไม่แพ้สิงคโปร์

โรงพยาบาล กทม. บวกศูนย์บริการสาธารณสุข รวมแล้ว 80 แห่ง จะกลายเป็นโรงพยาบาล จะมีโรงพยาบาลใกล้บ้านเพิ่มขึ้น 80 แห่งที่มีหมอดูแล อุปกรณ์ทางการแพทย์ ระบบการบริการที่ทั่วถึงเท่าเทียม

ฝุ่น PM 2.5 ในจุดวิกฤตจะหายไปครึ่งหนึ่ง จะได้ใช้บริการรถเมล์ไฟฟ้าในราคาที่ถูก 10-12 บาท

ส่วนปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่จะหายไปสิ่งที่ดี ๆ จะถูกนำมาใช้ใน กทม. เช่น แก้มลิงใต้ดิน หลายคูคลองจะสะอาด ปัญหาน้ำหนุน จะเริ่มตั้งแต่วันนี้ ไม่รอให้ กทม.จมน้ำ

ที่สำคัญที่สุด กทม.จะเป็นเมืองที่ปลอดภัยไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ฟุตปาทเรียบ ไฟสว่าง ใช้หลอด LED กล้อง CCTV ผ่านเครือข่ายไวไฟฟรีดูแลคน กทม.ได้ 24 ชั่วโมง

“กทม. 4 ปีที่จะเป็นเมืองที่ปลอดภัย ที่คนทุกคนได้รับสวัสดิการที่ดีอย่างมีคุณภาพ ทั่วถึงและเท่าเทียม จะเป็นผู้ว่าฯ ที่ไม่พูดโกหก เป็นผู้ว่าฯ ไม่ปกปิดความผิด และเป็นผู้ว่าฯ ที่ไม่คอร์รัปชั่น” สุชัชวีร์ปิดท้าย

น.ต.ศิธา ทิวารี
น.ต.ศิธา ทิวารี

‘ประสานไมโครไฟแนนซ์ แก้ปากท้อง’

“น.ต.ศิธา” บอกความตั้งใจที่มาลงสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม.ว่า กทม.เจอวิกฤตหนักที่สุด อันดับแรก วิกฤตการเมือง เราแบ่งแยกกันเป็นสองฝ่าย ทั้งม็อบ ปิดถนน ทำให้เศรษฐกิจไปไม่ได้ หลังจากนั้นมามีเรื่องเศรษฐกิจของโลกที่ตกต่ำลง ซึ่ง กทม.เป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดก็เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจเช่นเดียวกับปัญหาโควิด-19

ผู้ว่าฯ กทม.ต้องเข้าไปแก้ไข ดูแล เพราะเรื่องปัญหาปากท้องขึ้นมาเป็นปัญหาอันดับหนึ่ง

ในฐานะที่ผมเคยเป็น ส.ส.กทม.ในเขตคลองเตย สัมผัสประชาชน คนรวยในเขตสุขุมวิท ถนนพระราม 4 และคนจนในชุมชนแออัดคลองเตย เราจึงเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของคน กทม.ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นคนตัวเล็ก ทำมาค้าขาย ไม่สามารถอยู่ได้

“ดังนั้น ผู้ว่าฯ กทม.ต้องจัดสรรให้เขาทำมาหากินได้ กำหนดที่ กำหนดทางที่เหมาะสม และไม่ไปกีดขวางการจราจรของคนอื่น เป็นตัวกลางสนับสนุนให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งเงินทุน”

“ผู้ว่าฯ กทม.สามารถเป็นตัวกลางในการทำให้คนที่ปล่อยไมโครไฟแนนซ์เข้ามาทำแล้วเอาองค์กรของ กทม.รวมถึงนำกระบวนการชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนมาช่วยคัดกรองคนและรับรองเครดิตได้ การแก้ไขปัญหาของ กทม.ต้องอาศัยคนที่รู้และเข้าใจ นอกเหนือจากปัญหาที่เคยได้ยินอยู่แล้ว ทั้งน้ำท่วม รถติด”

“ศิธา” มองจุดแข็งของตัวเองว่า เคยเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยมาก่อน ผมทราบว่าระบบราชการของ กทม.ไม่เหมาะสมกับการพัฒนา กทม.ให้ดีขึ้น ดังนั้น จะเข้าไปทำงานโดยที่เข้าใจความรู้สึกของข้าราชการชั้นผู้น้อย และจะเปลี่ยนระบบราชการจากการที่เป็นระบบอุปถัมภ์ ทำงานเพื่อเอาใจผู้ใหญ่เพื่อให้ได้รับการแต่งตั้ง มาเป็นข้ารับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง

“ผมจะเข้าไปทำเป็นตัวอย่างให้เห็นตั้งแต่ผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ ผู้อำนวยการเขต จะต้องทำแบบนี้ คิดว่าข้าราชการ 90% อยากเติบโตตามขีดความสามารถไม่ใช่เติบโตตามการเอาใจผู้ใหญ่”

“และผมจะเป็นผู้ว่าฯ กทม.ตัวเล็กที่สุด ไม่ยึดตำแหน่งแห่งหน จะลงไปทำงานให้ประชาชนเหมือนกับทำงานให้คนคลองเตย”

“ส่วนจุดอ่อนต้องยอมรับว่าเปิดตัวลงสมัครค่อนข้างช้า คนอาจรู้จักน้อย แต่ในเรื่องของเนื้องาน การที่ไปลงพื้นที่ การคลุกคลีกับประชาชน รู้วิธีการแก้ไข เป็นจุดที่มาหักล้างกับจุดอ่อนได้”

4 ปี กทม.ในมือผู้ว่าฯ ชื่อ “ศิธา” เขาตอบว่า ในทุก ๆ เรื่องจะใช้แคมเปญ “ผมจะทำในสิ่งที่ผู้ว่าฯ กทม.ไม่เคยทำ” เป็นสิ่งที่ผมตั้งใจที่จะทำให้เกิดการตั้งคำถามในสังคม ผมจะได้ตอบว่ามันคือสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจคน กทม.ว่าทำไมผู้ว่าฯ กทม.ถึงไม่ทำแบบนั้น ทำไม กทม.ยังปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ทำไมยังมีน้ำท่วม ปัญหารถติด ขยะล้นเมืองอยู่

ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผู้ว่าฯ กทม.ไม่เคยแก้ไข หรืออาจบอกว่าทำแล้ว แต่ผมจะบอกว่าในเมื่อทำ แต่ยังไม่สำเร็จ ยังไม่ตอบโจทย์คน กทม.ที่มองว่าเป็นปัญหา ถือว่ายังไม่ได้ทำ ผมจะทำสิ่งเหล่านี้ถ้าผมเข้าไปเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะถูกแก้ไขอย่างถึงแก่น ถึงรากเหง้าปัญหา ให้ลุล่วงไปได้


“ยังมีองค์กรใน กทม.อีกมากมายที่เป็นแดนสนธยา ยังมีกระบวนการในการบริหารจัดการหลายแห่งที่ทำไปโดยไม่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ผมจะเข้าไปแก้ไขและปรับปรุงตรงนี้ให้ดีขึ้น”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ