3 พรรคเปิดศึกสมรภูมิอีสาน “พปชร.-เพื่อไทย-ภูมิใจไทย” ชิง 132 ที่นั่ง

3 พรรคเปิดศึกสมรภูมิอีสาน

แม้กติกาการเลือกตั้งปี 2566 “ไม่สะเด็ดน้ำ” แต่พรรคการเมืองทุกสีเสื้อ ต่างเตรียมพร้อม-เตรียมรบในสนามระบบ ส.ส.เขต ที่มีให้ “ชิงชัย” กันถึง 400 เก้าอี้ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีให้ขับเคี่ยวกันถึง 132 เก้าอี้

พรรคพลังประชารัฐ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค ระดมขุนพลอีสาน จัดเวทีไฮด์ปาร์ก-ตีปี๊บผลงานรัฐบาล ในวาระ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ครบรอบ 8 ปี ที่จังหวัดหนองคาย-ถิ่นเสื้อแดง

การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2565 พรรคเพื่อไทยกวาดเก้าอี้ ส.ส.หนองคาย “ยกจังหวัด” ได้แก่ เขต 1 นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ 33,492 คะแนน เขต 2 ชนก จันทาทอง 29,559 คะแนน และเขต 3 นายเอกธนัช อินทร์รอด 44,024 คะแนน

ผลงานสวนทางกับพรรคพลังประชารัฐ “สอบตก” ยกชั้น เขต 1 นายกระแสร์ ตระกูลพรพงศ์ 26,695 คะแนน เขต 2 นายพิทยา บริจาค 13,438 คะแนน เขต 3 ร.ต.ต.สุนทร กรมธรรมมา 12,443 คะแนน

การเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคพลังประชารัฐ เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.หนองคาย 3 เขต ได้แก่ เขต 1 นายกระแสร์ ตระกูลพรพงศ์ รองนายก อบจ.หนองคาย เขต 2 น.ส.ปภาสิริ ศรีตะบุตร เลขานุการนายก อบจ.หนองคาย-ยุทธนา ศรีตะบุตร และเขต 3 นายศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ

นับตั้งแต่ทักษิณ ชินวัตร เถลิงอำนาจ การเลือกตั้งในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสานกลายเป็น “ฐานที่มั่น” ของพรรคเพื่อไทยยากที่พรรคการเมืองใดจะเข้ามาตีแตกได้ โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็น “ตัวสอดแทรก”

ส่วนพรรคพลังประชารัฐยังไม่สามารถขึ้นมาเทียบชั้นกับเพื่อไทยกับภูมิใจไทยได้ โดยการเลือกตั้งครั้งแรกมีเพียง 10 ที่นั่ง จาก 116 ที่นั่ง

ขอนแก่น 10 ที่นั่ง แม้จะได้ 1 ที่นั่ง เขต 2 จากบ้านใหญ่ช่างเหลา-วัฒนา ช่างเหลา แต่ขณะนี้ย้ายไปซบพรรคภูมิใจไทย เรียบร้อยโรงเรียนเสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคไปแล้ว

ชัยภูมิ 6 ที่นั่ง (เพิ่ม 1 เขต) ได้ 2 ที่นั่ง จากเขต 2 นายเชิงชาย ชาลีรินทร์ และเขต 3 นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ซึ่งมีกระแสข่าวว่า พรรคภูมิใจไทยจะเชื้อเชิญไปอยู่ด้วยอีกคน

นครราชสีมา 14 ที่นั่ง (เพิ่ม 2 ที่นั่ง) ได้ 6 ที่นั่ง จากเขต 1 นายเกษม ศุภรานนท์ (ปัจจุบันอยู่เศรษฐกิจไทย) และ “บ้านใหญ่รัตนเศรษฐ” ได้แก่ เขต 4 นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ เขต 6 นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ เขต 7 นางทัศนียา รัตนเศรษฐ เขต 8 นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ (ปัจจุบันย้ายไปอยู่พรรคเศรษฐกิจไทย) และเขต 11 นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม (ปัจจุบันอยู่พรรคภูมิใจไทย)

Advertisement

สุรินทร์ 7 ที่นั่ง (เพิ่ม 1 ที่นั่ง) ได้ 1 ที่นั่ง จากเขต 2 นายณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ (ปัจจุบันอยู่พรรคเศรษฐกิจไทย) อุบลราชธานี 10 ที่นั่ง (เพิ่ม 1 ที่นั่ง) ได้ 1 ที่นั่ง จากเขต 6 นายธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ (ปัจจุบันอยู่เศรษฐกิจไทย)

ขณะจังหวัดที่พรรคพลังประชารัฐ “แพ้รวด” ได้แก่ กาฬสินธุ์ นครพนม บึงกาฬ บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี และอำนาจเจริญ

อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งต้นปี-กลางปี 2566 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แบ่งเขต ส.ส. 400 เขตใหม่ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี ส.ส.เพิ่มขึ้น จากเดิม 116 คน เป็น 132 คน หรือมีเก้าอี้เพิ่มขึ้นถึง 16 ที่นั่ง

โดยจังหวัดที่พรรคพลังประชารัฐไม่มี ส.ส.สักที่นั่งเดียว ได้แก่ บึงกาฬ จาก 2 ที่นั่ง เป็น 3 ที่นั่ง เพิ่ม 1 ที่นั่ง บุรีรัมย์ จาก 8 ที่นั่ง เป็น 10 ที่นั่ง เพิ่ม 2 ที่นั่ง มหาสารคาม จาก 5 ที่นั่ง เป็น 6 ที่นั่ง เพิ่มขึ้น 1 ที่นั่ง

ร้อยเอ็ด จาก 7 ที่นั่ง เป็น 8 ที่นั่ง เพิ่มขึ้น 1 ที่นั่ง เลย จาก 3 ที่นั่ง เป็น 4 ที่นั่ง เพิ่มขึ้น 1 ที่นั่ง ศรีสะเกษ จาก 8 ที่นั่ง เป็น 9 ที่นั่ง เพิ่มขึ้น 1 ที่นั่ง สกลนคร จาก 6 ที่นั่ง เป็น 7 ที่นั่ง เพิ่มขึ้น 1 ที่นั่ง อุดรธานี จาก 8 ที่นั่ง เป็น 9 ที่นั่ง เพิ่ม 1 ที่นั่ง

สำหรับขุนพล “พื้นที่สีแดง” อีสานตอนบน “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แกนนำสามมิตร รับผิดชอบอีสานตอนกลาง-ตอนล่าง ส่ง “พล.อ.ธัญญา เกียรติสาร” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 จับมือกับ “บ้านใหญ่รัตนเศรษฐ” ผนึก “เครือข่ายบิ๊กแป๊ะ”

“วิรัช รัตนเศรษฐ” หัวหน้าครอบครัวรัตนเศรษฐ ที่มีคิวขึ้นไปปราศรัยภายใต้หัวข้อ “ผลงานรัฐบาล 8 ปีที่ผ่านมา” เตรียมฉายภาพให้คนริมฝั่งโขงเห็นถึงการเชื่อมต่อการพัฒนาถึงกันจากโคราช-หนองคาย ซึ่งกำลังจะผลิดอกออกผลในเร็ววัน

“สิ่งที่เชื่อมวันนี้ คือ รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง วันนี้ผ่านโคราชมาแล้ว เป็นผลงานของรัฐบาลที่ทำมา มอเตอร์เวย์วันนี้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว รวมถึงท่าเรือบกที่จะเกิดขึ้นที่โคราช เพื่อนำผลิตผลทางภาคอีสานส่งไปทั่วโลก เกิดการจ้างงาน ลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มรายได้มากขึ้น การคมนาคมขนส่งสินค้าภาคเกษตรถูกลง ราคาผลผลิตสูงขึ้น”

“ทีมโคราช” ที่มี “วิรัช” เป็น “หัวหน้าทีม” พร้อมมาก นิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหว ไม่มีแรงกระเพื่อม ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะป่าวร้องแลนด์สไลด์ให้ดังสนั่นหวั่นไหวอย่างไรก็ “ไม่กระเทือน”

“พรรคพลังประชารัฐจะได้ ส.ส.มากที่สุดในโคราช ส่วนการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีเพิ่มอีก 2 เขต มันจะไปไหนได้ เป็นพื้นที่ของเรา เรามีตัวครบทั้งหมดแล้ว ไม่เปิดตัว แต่คนในพื้นที่รับรู้ เพราะเราทำงานในพื้นที่ตลอด”

หลังจากนี้ “ส.ส.โคราช” ที่เก็บข้าวของออกจากพรรคพลังประชารัฐ-แจ้งย้ายออกจากสำมะโนครัวบ้านใหญ่รัตนเศรษฐ เตรียมกลับรังเก่ามาผนึกกำลังเพื่อสู้ศึกการเลือกตั้งครั้งหน้า

เช่น นายเกษม ศุภรานนท์ ส.ส.นครราชสีมา เขต 1 พรรคเศรษฐกิจไทย นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.นครราชสีมา เขต 8 พรรคเศรษฐกิจไทย

ขุนพลอีสานใต้ รับผิดชอบพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ ศรีสะเกษ ยโสธร บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ล็อกเป้าเก้าอี้ไว้แล้ว ไม่ต่ำกว่า 20 ที่นั่ง

แม้พื้นที่ 5 จังหวัดอีสานใต้จะเป็นเมืองหลวงของภูมิใจไทยและเป็นฐานที่มั่นของเพื่อไทย แต่ “มือขวาหัวหน้าใหญ่” คิดกลเม็ด-ยุทธวิธี รับ-รุก ไว้รับศึกเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว

“ตรงไหนภูมิใจไทยตีได้เราก็ต้องปล่อยภูมิใจไทยตี ตรงไหนเราตี ภูมิใจไทยก็ต้องปล่อยให้เราตี ปล่อยให้เราสู้ เราสู้ไม่ได้เราก็ปล่อยให้ภูมิใจไทยสู้”

การเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างช้าไม่เกินกลางปี 2566 พื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด แข่งขันกันดุเดือด 3 พรรคหลัก โดยมีเก้าอี้ ส.ส. 132 ที่นั่งเป็น “เดิมพัน”

พลังประชารัฐจึง “ทุ่มสุดตัว” สานฝัน 150 ที่นั่ง