ไทยเวียตเจ็ท ชี้การบิน Q4 พุ่ง รุกเส้นทางต่างประเทศคาด จีนปลดล็อกปีหน้า

ไทยเวียตเจ็ท

“ไทยเวียตเจ็ท” เผยไตรมาส 4/65 ภาพรวมเป็นบวก ยอดจองล่วงหน้าดี เร่งเพิ่มสัดส่วนเส้นทางบินต่างประเทศ หวังใช้เครื่องบินให้คุ้ม ล่าสุดลุ้นจีนเปิดประเทศไตรมาส 2 ปีหน้า ยันพร้อมเปิดบินสู่ 3 เมืองใหญ่ “เฉิงตู-เจิ้งโจว-หางโจว” ชี้โค้งท้ายปีนี้ทุกสายการบินยุติสงครามราคาเหตุดีมานด์สูง-ต้นทุนพุ่ง

นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ สายการบินไทยเวียตเจ็ท เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการที่หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียทยอยผ่อนคลายมาตรการการเดินทาง ทั้งสิงคโปร์ ลาว กัมพูชา เวียดนาม รวมถึงญี่ปุ่น และไต้หวัน

ประกอบกับเป็นช่วงไฮซีซั่นของการออกเดินทางท่องเที่ยว ทำให้ภาพรวมในไตรมาส 4/2565 นี้ สายการบินมีปริมาณการขนส่งผู้โดยสารได้มากขึ้น

โดยเส้นทางบินในประเทศที่ได้รับความนิยมคือ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่, ภูเก็ต, เชียงราย เส้นทางต่างประเทศคือ กรุงเทพฯ-ฟูกูโอกะ (ญี่ปุ่น), กรุงเทพฯ-ไทเป (ไต้หวัน) และพบว่ายอดจองล่วงหน้าในช่วงวันหยุดเดือนธันวาคมอยู่ในระดับสูง

นายปิ่นยศกล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนเที่ยวบินในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 70 : 30 แต่หลังจากสายการบินรับเครื่องบินลำใหม่เข้าสู่ฝูงบินมากขึ้น สายการบินจะเริ่มกลับมาให้บริการเส้นทางบินต่างประเทศ

รวมถึงเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินทั้งในและต่างประเทศ เช่น เพิ่มความถี่เที่ยวบินเส้นทางสู่เชียงใหม่, ภูเก็ต, ไทเป เป็น 2 เที่ยวบินต่อวัน (มกราคม 2566) จากเดิม 10 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ ยังมีแผนฟื้นเที่ยวบินสู่เมืองดาลัด ประเทศเวียดนามด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ไตรมาส 4/2565 นี้ สายการบินจะกลับมาให้บริการเส้นทางบินต่างประเทศมากขึ้น แต่สายการบินยังไม่สามารถให้บริการเส้นทางบินสู่ประเทศจีนได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากทางการจีนอนุญาตให้สายการบินของไทยทำการบินไปยังจีนเพียง 15-20 เที่ยวบินต่อสัปดาห์เท่านั้น และต้องนำโควตามาแบ่งกันระหว่างสายการบิน โดยไทยเวียตเจ็ททำการบินเส้นทางสู่นานกิงและคุนหมิง

นายปิ่นยศกล่าวด้วยว่า สำหรับตลาดจีนนั้น สายการบินไทยเวียตเจ็ทประเมินว่ารัฐบาลจีนจะผ่อนคลายมาตรการเข้าออกพรมแดนในช่วงไตรมาสที่ 2/2566 และหากทางการจีนอนุญาตให้ทำการบินแล้ว สายการบินมีแผนทำการบินสู่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน และเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียงก่อน เนื่องจากมีการพูดคุยกับหุ้นส่วนทางธุรกิจไว้บ้างแล้ว จากนั้นจึงจะขยายเส้นทางบินไปยังเมืองอื่น ๆ ต่อไป

“ในมุมมองสายการบิน เราต้องใช้เครื่องบินให้คุ้มค่าที่สุด ถ้าบินแค่ในประเทศอย่างเดียวแทบจะไม่มีกำไรเลย ดังนั้น ต้องมีเที่ยวบินระหว่างประเทศที่บินไกล และบินในเวลากลางคืนเข้ามาช่วยผสม ตอนนี้ไทยเวียตเจ็ทบินทั้งในและต่างประเทศ แต่ยังบินช่วงกลางวันอยู่ มีรูตฟูกูโอกะที่บินกลางคืนและบินไกลมาช่วยให้ใช้เครื่องบินได้มากขึ้น แต่ยังไม่พอ เราต้องรอจีน” นายปิ่นยศกล่าว

Advertisement

และว่าปัจจุบันสายการบินมีอัตราการใช้ประโยชน์ของเครื่องบิน (Aircraft Utilization) ประมาณ 10 ชั่วโมงต่อวัน จากเดิมก่อนการระบาดของโควิด-19 อยู่ที่ราว 12 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งทั่วไปขั้นต่ำควรอยู่ที่ราว 10-12 ชั่วโมง สายการบินจึงจะเริ่มมีกำไร

ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์สายการบินไทยเวียตเจ็ทยังกล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงของธุรกิจการบินในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ด้วยว่า ยังคงมีประเด็นที่น่าเป็นกังวล 3 ประการคือ 1.ราคาน้ำมันที่ยังผันผวน และอยู่ในระดับสูง เนื่องจากราคาน้ำมันเป็นต้นทุนราว 1 ใน 3 ของสายการบิน ส่งผลให้บัตรโดยสารมีราคาสูงตาม และไม่ดึงดูดให้ลูกค้าใช้บริการ

2.เงินบาทอ่อนค่า ขณะที่สายการบินมีรายรับส่วนใหญ่เป็นเงินบาท แต่มีรายจ่ายส่วนใหญ่เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เกิดความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยน และ 3.สถานการณ์โควิด-19 ที่แม้หลายประเทศในเอเชียจะผ่อนคลายมาตรการและมุมมองต่อการระบาดไปแล้ว แต่ยังคงต้องจับตาสถานการณ์อยู่อย่างใกล้ชิดต่อไป

“ในส่วนของไทยเวียตเจ็ทนั้น หลังการผ่อนคลายมาตรการควบคุมพรมแดนของจีนในช่วงปลางปี 2566 สายการบินจะเร่งเปิดเที่ยวบินในตลาดดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากสายการบินยังขาดเที่ยวบินในเวลากลางคืน ซึ่งส่งผลดีต่อความคุ้มค่าในการใช้อากาศยาน นอกจากนี้ ยังพิจารณาเปิดเส้นทางบินประเทศอินเดียและสิงคโปร์เพิ่มเติม ซึ่งเชื่อว่าสายการบินอื่น ๆ ก็มองเห็นโอกาสเช่นกัน” นายปิ่นยศกล่าว

และว่า สำหรับกลยุทธ์ด้านราคานั้น ประเมินว่าในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2565 นี้ ทุกสายการบินน่าจะปรับราคาให้เหมาะสมกับต้นทุนมากยิ่งขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับเป็นช่วงไฮซีซั่นที่ประชาชนออกเดินทาง ทำให้สายการบินสามารถตั้งราคาได้ดี โดยพบว่าปีนี้ยอดจองล่วงหน้าเริ่มเข้ามาเร็ว จึงไม่มีเหตุผลที่สายการบินจะต้องทำโปรโมชั่นมาแข่งตัดราคากัน

“ไตรมาสที่ 4 ดีกว่าทุกไตรมาสของปีนี้แน่นอน ผู้โดยสารมากขึ้น เที่ยวบินมากขึ้น ภาพรวมมันเป็นบวกแล้ว” นายปิ่นยศกล่าว