เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ฉลุย “Lemon Law” วาระแรก เปลี่ยนภาระพิสูจน์-ดัดหลังสินค้าห่วย

25 มิ.ย. 2569 | 12:25น.

มติเอกฉันท์ ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ. “Lemon Law” เปลี่ยนจากผู้บริโภค “ตาดีได้ ตาร้ายเสีย” สู่ผู้ขายต้องพิสูจน์สินค้าชำรุด-เสียหาย กรอบเวลาคุ้มครอง 6 เดือน ถึง 1 ปี ยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้ได้มาตรฐานสู่สากล

ลาขาดมหากาพย์ “ทุบรถประชดศูนย์” หรือ “ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าแถมความช้ำใจ” เมื่อประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่มิติใหม่แห่งการคุ้มครองผู้บริโภคที่ทัดเทียมระดับสากล หลังสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการวาระแรกอย่างเป็นเอกฉันท์ต่อร่าง พ.ร.บ. Lemon Law

เรียกได้ว่าพลิกกระดานกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมที่เคยปล่อยให้ประชาชนแบกรับความเสี่ยงภายใต้หลัก “ตาดีได้ ตาร้ายเสีย” สู่การบังคับให้ “ผู้ผลิตและผู้ขาย” ต้องกางหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจหากสินค้าเกิดชำรุดบกพร่อง การปฏิรูปครั้งนี้ไม่เพียงแต่เยียวยากระเป๋าเงินประชาชน แต่กำลังจะสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ บีบภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ไทยให้ต้องยกเครื่องระบบควบคุมคุณภาพ (QA) และระบบบริการหลังการขาย

ความคืบหน้าครั้งสำคัญของร่างกฎหมายที่ผู้บริโภครอคอยมานานหลายทศวรรษ หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ “ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. ….” (Lemon Law) ได้ก้าวผ่านโค้งสำคัญอย่างรวดเร็ว โดยหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติไฟเขียวเห็นชอบหลักการไปเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569

ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการในวาระแรกเป็นที่เรียบร้อยด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเป็นเอกฉันท์ สะท้อนให้เห็นว่าทุกภาคส่วนทางการเมืองเล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่ตกเป็นเบี้ยล่างของทุนใหญ่มาอย่างยาวนาน ปัจจุบันตัวร่างกฎหมายอยู่ในขั้นตอนการตรวจร่าง และพิจารณาอย่างละเอียดในชั้นกรรมาธิการต่อไป ก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาวาระ 2 และ 3 เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ

เปลี่ยนภาระการพิสูจน์สู่มือผู้ประกอบการ

จุดเปลี่ยนที่นับเป็น ‘หมัดเด็ด’ ของกฎหมายฉบับนี้ คือ การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางกฎหมายเกี่ยวกับการพิสูจน์ความเสียหาย จากเดิมในอดีต หากผู้บริโภคซื้อรถยนต์ป้ายแดงหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาแพงมาแล้วเกิดปัญหาใช้งานไม่ได้ ผู้บริโภคมีหน้าที่ต้องเป็นฝ่ายดิ้นรนหาหลักฐาน และจ้างวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญมาพิสูจน์ต่อศาลเองว่า “สินค้านั้นชำรุดบกพร่องมาตั้งแต่โรงงาน” ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้สำหรับประชาชนธรรมดา ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากถอดใจและยอมจำนนต่อความสูญเสีย

ทว่าภายใต้กฎหมาย Lemon Law ฉบับใหม่นี้ ภาระการพิสูจน์จะถูกโยนกลับไปที่ “ผู้ขาย” ทันที โดยกฎหมายกำหนดให้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่า “สินค้าเกิดความชำรุดบกพร่องมาตั้งแต่วันส่งมอบ” หากพบความเสียหายภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด หน้าที่ของผู้ขาย คือ ต้องนำหลักฐานทางเทคนิคมาหักล้างและพิสูจน์ให้ได้ว่าความพังนั้นไม่ได้เกิดจากกระบวนการผลิตหรือความรับผิดชอบของตน หากพิสูจน์ไม่ได้ ผู้ขายต้องรับผิดชอบอย่างไร้เงื่อนไข

โดยผู้บริโภคสามารถเลือกใช้ สิทธิการเยียวยา 4 รูปแบบ ตามระดับความรุนแรงของปัญหา ได้แก่

  1. การซ่อมแซม ผู้ขายต้องดำเนินการซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ตามมาตรฐานโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
  2. การเปลี่ยนสินค้า ขอเปลี่ยนเป็นสินค้าชิ้นใหม่ในรุ่นเดิมหรือเทียบเท่าในกรณีที่ซ่อมแล้วไม่ดีขึ้น
  3. การลดราคา หากผู้บริโภคยินยอมรับความชำรุดนั้นไว้ สามารถเจรจาขอคืนเงินส่วนต่างหรือลดราคาสินค้าลง
  4. การเลิกสัญญา หรือการคืนเงิน ในกรณีร้ายแรงที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ผู้ซื้อมีสิทธิยกเลิกสัญญาทั้งหมดและรับเงินคืนเต็มจำนวน

กรอบเวลาคุ้มครอง

พื่อให้กลไกของกฎหมายสอดคล้องกับเม็ดเงินและพฤติกรรมการใช้งานจริงในตลาด ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงได้จำแนกประเภทสินค้าหลักๆ ออกเป็น 3 กลุ่ม โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่ม “รถยนต์” ซึ่งเป็นสินทรัพย์มูลค่าสูงและมักเกิดข้อพิพาทรุนแรงที่สุด ให้ได้รับเกราะคุ้มครองที่เข้มข้นที่สุด

สรุปเป็นรายละเอียดได้ดังนี้

1. กลุ่มสินค้าทั่วไป และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

  • เกราะคุ้มครองความชำรุด กฎหมายล็อกระยะเวลาสันนิษฐานว่าสินค้าชำรุดมาตั้งแต่ออกจากโรงงานไว้นาน 6 เดือน นับจากวันส่งมอบ พังในกรอบเวลานี้ ผู้ขายต้องเป็นฝ่ายหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจเอง
  • เส้นตายการซ่อม หากเกิดปัญหาและต้องส่งเคลม ผู้ขายต้องดำเนินการซ่อมแซมให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน
  • สิทธิพิเศษเปลี่ยนเครื่องใหม่ทันที ในกรณีที่พบการชำรุดรุนแรงตั้งแต่แกะกล่อง ผู้บริโภคสามารถก้าวข้ามขั้นตอนการซ่อมเพื่อขอเปลี่ยนสินค้าชิ้นใหม่ได้ทันที ภายใน 7 วัน สำหรับสินค้าทั่วไป และขยายเวลาให้เป็น ภายใน 14 วัน สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

2. กลุ่มรถจักรยานยนต์

  • เกราะคุ้มครองความชำรุด ได้รับการสันนิษฐานความชำรุดบกพร่องมาตั้งแต่ต้นเป็นเวลา 6 เดือน นับจากวันที่รับมอบรถเช่นเดียวกัน
  • เส้นตายการซ่อม ค่ายมอเตอร์ไซค์หรือดีลเลอร์ ต้องเร่งซ่อมแซมให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน นับจากวันที่ผู้ซื้อแจ้งสภาพปัญหา

3. กลุ่มรถยนต์ (มาตรการคุ้มครองขั้นสูงสุด)

  • เกราะคุ้มครองความชำรุด ลากยาวคุ้มครองให้อุ่นใจถึง 1 ปีเต็ม นับจากวันส่งมอบรถ หากพบปัญหาระบบขับเคลื่อนหรือชิ้นส่วนใด ๆ ในช่วงนี้ ภาระการพิสูจน์จะตกเป็นของค่ายรถยนต์ทันที
  • เส้นตายการซ่อม เนื่องจากเป็นยานพาหนะที่มีความซับซ้อน กฎหมายจึงเปิดช่องให้ระยะเวลาซ่อมแซมเขยิบขึ้นมาเป็น ภายใน 90 วัน นับจากวันที่นำรถเข้าแจ้งซ่อม

กลไกการเยียวยาเพิ่มเติม

หากผู้ขายไม่สามารถดำเนินการซ่อมแซมให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลา 60 หรือ 90 วัน ที่กำหนดไว้ข้างต้น ผู้บริโภคสามารถใช้สิทธิยกระดับการเรียกร้องได้ทันที ดังนี้

  • การขอลดราคาสินค้า
  • การบอกเลิกสัญญาเพื่อขอรับเงินคืน
  • การเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติม (ตามที่กฎหมายกำหนด)

หมายเหตุ: สิทธิการขอเปลี่ยนสินค้าใหม่ทันทีสำหรับสินค้าทั่วไปและเครื่องใช้ไฟฟ้า สามารถทำได้หากพบข้อบกพร่องร้ายแรงในช่วงแรกโดยไม่ต้องรอคิวส่งซ่อมตามปกติ

มาตรการสกัดจุด “สินค้าห่วย”

นอกเหนือจากกรอบเวลาการซ่อมแซมข้างต้น ร่างกฎหมายยังตัดวงจรความล่าช้าในกรณีที่สินค้าพบ “ข้อบกพร่อง” ตั้งแต่เริ่มแรก เช่น เปิดเครื่องไม่ติด ระบบรวนจนไม่สามารถใช้งานตามฟังก์ชันปกติได้ โดยเปิดช่องให้ผู้ซื้อสามารถใช้สิทธิขอเปลี่ยนสินค้าชิ้นใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการซ่อมซ้ำซาก

  • สินค้าทั่วไป สามารถใช้สิทธินี้ได้ภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้รับสินค้า
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ขยายเวลาเป็นภายใน 14 วัน นับจากวันที่ได้รับสินค้า
  • รถยนต์ หากตรวจสอบพบข้อบกพร่องที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยอย่างร้ายแรงและไม่สามารถแก้ไขเยียวยาได้ ผู้ขายมีหน้าที่ต้องรับเปลี่ยนรถคันใหม่ที่เป็นชนิดและรุ่นเดียวกันให้แก่ผู้บริโภคทันที ถือเป็นการปิดประตูปัดความรับผิดชอบของดีลเลอร์หรือค่ายรถยนต์อย่างสิ้นเชิง

ใครได้ประโยชน์ ใครต้องระวัง?

ขอบเขตของ Lemon Law สัญชาติไทยฉบับนี้ ได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมธุรกรรมโมเดิร์นบิสซิเนสอย่างรอบด้าน

กลุ่มที่อยู่ภายใต้กฎหมาย

ครอบคลุมการซื้อขายระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) รวมถึงการซื้อขายระหว่างภาคธุรกิจด้วยกันเอง (B2B) ซึ่งจะช่วยปกป้อง SME รายย่อยที่ซื้อวัตถุดิบหรือเครื่องจักรมาใช้งาน ยิ่งไปกว่านั้นยังครอบคลุมไปถึง “สัญญาเช่าซื้อ” และ “สัญญาที่มีผู้ให้สินเชื่อ” (ไฟแนนซ์) ซึ่งเป็นช่องโหว่เดิมในอดีตที่มักจะปฏิเสธความรับผิดชอบโดยอ้างว่าตนเป็นเพียงผู้ปล่อยกู้ ไม่ใช่ผู้ขายสินค้า รวมถึงสัญญาแลกเปลี่ยนสินค้าด้วย

กลุ่มที่ไม่เข้าข่าย

กฎหมายระบุชัดเจนว่าไม่บังคับใช้กับ สินค้าใช้แล้ว (มือสอง) เนื่องจากสภาพสินค้าผ่านการเสื่อมสภาพตามการใช้งานจริง สัตว์มีชีวิต ซึ่งมีความแปรปรวนทางชีวภาพ และ การซื้อขายระหว่างบุคคลทั่วไป (C2C) เช่น นาย ก. ขายรถบ้านส่วนตัวให้ นาย ข. เนื่องจากไม่ใช่การค้าในเชิงพาณิชย์ที่มีความเหลื่อมล้ำทางข้อมูลและอำนาจต่อรอง

จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมไทย

การผ่านร่าง Lemon Law ของไทยครั้งนี้ คือกระบอกเสียงสะท้อนว่า หมดยุคที่ผู้บริโภคจะต้องตกเป็นผู้รับกรรมความเสี่ยงเพียงฝ่ายเดียว ในมุมมองเชิงเศรษฐกิจ มาตรการนี้จะกลายเป็นกลไกคัดกรองตลาด แบรนด์สินค้า หรือค่ายรถยนต์รายใดที่เน้นทำตลาดอัดโปรโมชั่นลดราคาแต่ไร้มาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพ และมีศูนย์บริการหลังการขายที่คอยแต่จะปัดความรับผิดชอบ จะถูกกลไกทางกฎหมายนี้กวาดตกเวทีไปในที่สุด

ในระยะยาว กฎหมายฉบับนี้จะไม่ใช่ตัวทำลายภาคธุรกิจ แต่จะเป็นตัวที่กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันด้านคุณภาพ บีบให้ค่ายรถยนต์และบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าต้องหันมาลงทุนในระบบสืบกลับโรงงาน และยกระดับมาตรการควบคุมคุณภาพให้เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในการยกระดับสู่ศูนย์กลางการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าที่มีมาตรฐานสูงในภูมิภาคอย่างแท้จริง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Lemon Law การเมือง อุตสาหกรรม