เลขาฯนาโต้ลั่น หากปูตินชนะ จะเป็นอันตรายต่อโลก

เยนส์ สโตลเตนเบิร์ก นาโต้
เยนส์ สโตลเตนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) REUTERS/Jacob Gronholt-Pedersen

นาโต้ลั่นปูตินต้องเเพ้ในสงครามยูเครน มิเช่นนั้นจะเหิมเกริมว่าใช้กำลังแล้วได้ในสิ่งที่ต้องการ ย้ำยูเครนเเละชาติอื่น ๆ มีสิทธิเข้าร่วมนาโต้อย่างเสรี

วันที่ 6 สิงหาคม 2565 สื่อในยุโรป euobserver รายงานว่า เยนส์ สโตลเตนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) กล่าวเตือนว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย มีเเนวโน้มจะทำสงครามกับนาโตมากกว่า หากเขาชนะในสงครามยูเครน

โดยสโตลเตนเบิร์กในงานกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองอูโตยา ประเทศนอร์เวย์ เมื่อวันพฤหัสฯที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกับย้ำว่า “โลกได้เรียนรู้ว่า หากปูตินได้ในสิ่งที่ต้องการผ่านการใช้กำลังทางทหาร จะเป็นโลกที่อันตรายยิ่งกว่าสำหรับเรา”

“หากรัสเซียชนะสงครามครั้งนี้ เขา(ปูติน) จะยิ่งตอกย้ำว่าการใช้ความรุนแรงนั้นได้ผล และประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ก็อาจจะเป็นรายต่อไป”

“(และ) หากประธานาธิบดีปูตินยังคิดที่จะทำอะไรกับประเทศในกลุ่มนาโต้เหมือนกับที่เขาเคยทำกับจอร์เจีย มอลโดวา หรือยูเครน ประเทศสมาชิกนาโต้ทั้งหมดก็จะเข้ามาเกี่ยวข้องทันที”

“นี่เป็นสถานการณ์ที่อันตรายที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง” สโตลเตนเบิร์กกล่าว

นอกจากนี้ สโตลเตนเบิร์กยังได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเดือดที่สำคัญใน‫ประเทศทางเหนือ โดยกล่าวว่าเรายังต้องตระหนักอย่างจริงจังว่า นักการเมืองชั้นนำของรัสเซียขู่จะฝ่าฝืนข้อตกลงเขตแดนกับนอร์เวย์ โดยอ้างถึงเขตแดนรัสเซีย-นอร์เวย์ในทะเลแบเร็นตส์และมหาสมุทรอาร์กติก

พร้อมกับกล่าวถึงสถานการณ์ในยูเครนปัจจุบันว่า “เป็นสงครามล้างผลาญที่โหดร้ายเเละนองเลือด” ด้วยเหตุที่รัสเซีย “โจมตีพลเรือนและทำลายล้างในเเบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นับเเต่สงครามโลกครั้งที่สอง”



แต่ “การรุกคืบของรัสเซียนั้นได้หยุดชะงักลงอีกครั้ง” เพราะ “ชาวยูเครนแสดงให้เห็นว่าสามารถโต้กลับและยึดดินแดนคืนได้ รวมถึงกำลังวางแผนโจมตีตอบโต้ในภาคใต้”

ในวันนี้ ที่กรุงเคียฟ ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กล่าวว่ากองกำลังของเขายอมถอนกำลังออกจากดินแดนทางตะวันออกของยูเครนหลังจากเผชิญกับ “นรก” จากการโจมตีของรัสเซีย

พร้อมกับตำหนิองค์กรนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์สิทธิมนุษยชนในลอนดอน สำหรับรายงานที่กล่าวหาว่าเขาวางกองกำลังทหารยูเครนในพื้นที่ที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นอันตรายต่อพลเรือน

“(แอมเนสตี้ฯ) พยายามโยนความรับผิดชอบจากผู้รุกรานไปยังเหยื่อ ผ่านหลักฐานที่บิดเบือน” เซเลนสกีกล่าว

ขณะที่ ฮันนา มัลยาร์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหมยูเครน กล่าวว่า การไม่กล่าวโทษถึงรัสเซียในรายงานดังกล่าวของแอมเนสตี้ฯ ถือเป็นการ “เพ่งเล็งไปที่การกระทำของเหยื่อ โดยไม่พิจารณาการกระทำของกองกำลังติดอาวุธ (รัสเซีย)”

ด้วยเหตุนี้ ประเทศในกลุ่มนาโตจะยังคงส่งอาวุธไปยังยูเครนต่อไป โดยยังจะส่งความช่วยเหลือที่จำเป็นให้มากขึ้นและเตรียมการสำหรับระยะยาว

“ตอนนี้เราติดต่อและทำงานอย่างใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ โดยจะติดต่อและทำงานอย่างใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศเพื่อผลิตและส่งมอบกระสุน อาวุธ และยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ให้มากขึ้น” เลขาธิการนาโต้กล่าว

อย่างไรก็ตาม สโตลเตนเบิร์กคาดว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนจะจบลงที่โต๊ะเจรจา และการที่ปูตินขู่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นการเพิ่มระดับความตึงเครียดที่ประมาทและอันตราย

แต่สักวันหนึ่งยูเครนจะมีอธิปไตยที่จะเข้าร่วมกับนาโต เหมือนฟินแลนด์และสวีเดน แม้ว่าปูตินจะเรียกร้องให้ยุติความคิดนี้ แม้ปูตินจะไม่เคารพต่อความปรารถนาของยูเครนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนาโต้ หรือการตัดสินใจต่ออธิปไตยประเทศอื่น ๆ ที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต้

อีกทั้งขณะนี้มีสมาชิกนาโต้ 23 ประเทศ จากทั้งหมด 30 ประเทศ ได้ให้สัตยาบันรับฟินแลนด์และสวีเดนเข้าร่วมกับนาโต้แล้ว

แม้ว่าทูร์เคียขู่จะสกัดกั้นกระบวนการนี้ เว้นแต่กลุ่มประเทศนอร์ดิกจะส่งผู้ร้ายข้ามแดนชาวเคิร์ด 70 คน ซึ่งทูร์เคียกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แต่เลขาธิการนาโต้กล่าวว่า ศาลของฟินแลนด์และสวีเดนจะตัดสินใจในเรื่องทางกฎหมายมากกว่าเหตุผลทางการเมืองหรือเชิงกลยุทธ์

“หลักนิติธรรมมีผลบังคับใช้ในฟินแลนด์และสวีเดน” สโตลเตนเบิร์กกล่าว


 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ