ปัญหาที่ใหญ่โตกว่า “เอเวอร์แกรนด์” ของจีน คืออะไร

China Evergrande Group
ภาพจาก : REUTERS/Tingshu Wang
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

เมื่อ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า นับตั้งแต่ปี 2021 จนกระทั่งถึงสัปดาห์ที่แล้ว ตลาดหุ้นจีนทรุดตัวลงอย่างรุนแรง เม็ดเงินลงทุนไหลออกรวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์

นักวิเคราะห์บางรายเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นกว่า เงินที่ไหลออกจากจีนที่ว่านั้นมีมากกว่าจีดีพีของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอย่างญี่ปุ่นและฝรั่งเศสรวมกันด้วยซ้ำไป

สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการเพื่อสนองตอบต่อสถานการณ์วิกฤตของตลาดหุ้นที่ว่านี้ก็คือ เข้าไปจัดการกับบรรดา “ชอร์ตเซลเลอร์” ทั้งหลาย, ผ่อนปรนเพื่อเพิ่มเงินสดให้กับบรรดาธนาคารต่าง ๆ รวมถึงทุ่มเม็ดเงินจากกองทุนแห่งรัฐ เข้าไปซื้อหุ้นเพื่อพยุงตลาด

บลูมเบิร์กยังตั้งข้อสังเกตเอาไว้ด้วยว่า ทางการจีนเตรียมงัดมาตรการต่าง ๆ ที่เคยใช้ฟื้นฟูตลาดเมื่อปี 2015 มาใช้อีกครั้งเพื่อแก้ปัญหาตลาดทุนในครั้งนี้ ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อเกือบทศวรรษก่อนหน้ามากมายแล้ว

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ รัฐบาลมีคำสั่งปลด “อี้ ฮุ่ยหมาน” ประธานและหัวหน้าคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. พ้นตำแหน่งแบบกะทันหัน

ทั้งหมดนั่นทำให้นักวิเคราะห์ที่จับจ้องเข้ามาจากภายนอกเชื่อว่า รัฐบาลจีนไม่เพียงเข้าใจสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจผิดทิศผิดทางไปเท่านั้น ยังพยายามที่จะเข้าไปควบคุมและจัดการทุกอย่างมากยิ่งขึ้น แทนการแก้ไขพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เป็นหัวใจของปัญหาที่แท้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “ตลาดหุ้นจีน” เป็นเพียงแค่ “อาการ” ส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจที่กำลังป่วยไข้ซึ่งแสดงออกมาให้เห็นเท่านั้นเอง

เศรษฐกิจจีนตกอยู่ในสภาพที่เลวร้ายที่สุดในช่วงหลายสิบปี อาจแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของประเทศด้วยซ้ำไป แน่นอนที่หนักหนาที่สุดคือปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ จากวิกฤตเอเวอร์แกรนด์ ที่เกาะกิน ทำลายอสังหาริมทรัพย์จีนจนเป็นอัมพาต แล้วก่อให้เกิดคำถามขึ้นตามมาว่า จะเกิดอะไรขึ้นตามมากับบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่น ๆ ที่กำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักหลังจากศาลมีคำสั่งให้ “ชำระบัญชี” เอเวอร์แกรนด์

ทางการจีนจะแก้ไขปัญหาระดับวิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์นี้อย่างไร หรือจะปล่อยให้มีการ “ชำระบัญชี” ให้เกิดขึ้นเป็นระนาวตามมาอีกอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งพิจารณาจากท่าทีจนถึงขณะนี้ของทางการจีนแล้ว เชื่อและคาดหมายว่า ประการหลังน่าจะมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากที่สุด

ในขณะเดียวกัน ดัชนีราคาและยอดขายสินค้าร่วงลงต่อเนื่องกันมานานกว่าปี โดยที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีหนทางแก้ไข การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่คาดกันว่าจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2023 มีเพียงส่อเค้า
ให้เห็นแค่เพียงครึ่งแรกของปีแล้วก็ซวนเซ ทรุดลงหนักมากยิ่งขึ้นในครึ่งปีหลัง เงาทะมึนของวิกฤตศรัทธาเข้าปกคลุมตลาดหุ้นจีนมานับตั้งแต่บัดนั้น

โกลด์แมน แซกส์ วาณิชธนกิจ ชื่อดัง เคยทำสำรวจความคิดเห็นของลูกค้าผู้ใช้บริการไว้เมื่อไม่นานมานี้ ขอให้อันดับความน่าเชื่อถือของภาพรวมทางเศรษฐกิจจีนจาก 0-10 โดยระดับ 0 นั้นอ้างอิงจากสภาพของภาพรวมทางเศรษฐกิจในช่วง “ล็อกดาวน์” ของจีนเมื่อปี 2022

ผลปรากฏว่า ครึ่งหนึ่งของทั้งหมดให้อันดับภาพรวมทางเศรษฐกิจจีนเป็น 0 ที่เหลืออีกครึ่งให้อันดับสูงสุดเพียงแค่ 3 เท่านั้นเอง

วิลเลียม เพเสก คอลัมนิสต์อิสระที่ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ในข้อเขียนแสดงทรรศนะถึงปัญหาในจีนเอาไว้เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ปัญหาใหญ่หลวงที่สุด ใหญ่โตกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเอเวอร์แกรนด์กำลังเกิดขึ้น
ในจีนอยู่ในเวลานี้

นั่นคือเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานว่า กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน ได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่าจะ “เล่นงาน” กับใครก็ตามที่ “ใส่ร้ายป้ายสี” ด้วยทรรศนะเชิงลบต่อเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ของจีน สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญสูงสุดกับการ “ชวนเชื่อทางเศรษฐกิจ” เพื่อชักจูงมติมหาชนไปในทิศทางที่รัฐบาลต้องการ

เพเสกระบุด้วยว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ถึงกับงัดเอา “มาตรา 23” ในกฎหมายความมั่นคงขึ้นมาใช้ โดยมาตราดังกล่าวระบุถึง 5 ฐานความผิดเอาไว้ ตั้งแต่มีพฤติกรรมทรยศต่อชาติ, ยุยงส่งเสริม, จารกรรม, มีพฤติกรรมบ่อนทำลายจนเป็นภัยต่อความมั่นคง และรับใช้หรือรับเอาอิทธิพลจากภายนอกประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา “เว่ยป๋อ คอร์ป” ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียยอดนิยมได้ส่งคำเตือนไปยังยูสเซอร์ทุกรายไม่ให้โพสต์พาดพิงถึงเศรษฐกิจจีนในทางร้าย หรือบ่อนทำลายเศรษฐกิจจีน และเริ่มมีการถอดบทความและ
ข้อเขียนของนักเศรษฐศาสตร์และผู้สื่อข่าวระดับหัวแถวกันแล้วเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ปัญหาก็คือว่า ความคลุมเครือ ไม่โปร่งใส หรือพยายามปกปิดปัญหาและข่าวร้าย ไม่ได้เป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจีนแต่อย่างใด

ตรงกันข้ามยิ่งจะก่อให้เกิดความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจ จนถึงขนาดไม่เชื่อถือศรัทธากันมากยิ่งขึ้นเท่านั้น