เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
CPALL ออกมาตรการสกัดรีเซล สินค้า ALL Café
Business CPALL ออกมาตรการสกัดรีเซล สินค้า ALL Café
ดีมานด์นักท่องเที่ยวยุโรปพุ่ง หนุนไฟลต์บินตรงเข้าไทยผู้โดยสารทะลัก
Business ดีมานด์นักท่องเที่ยวยุโรปพุ่ง หนุนไฟลต์บินตรงเข้าไทยผู้โดยสารทะลัก
‘โกลเด้น คอสเมติก’ เมืองตราด พลิกวิกฤตปิดด่าน ลุยยุโรป-ตะวันออกกลาง
Economic ‘โกลเด้น คอสเมติก’ เมืองตราด พลิกวิกฤตปิดด่าน ลุยยุโรป-ตะวันออกกลาง
เซวตาระอุ! ชาวโมร็อกโกนับหมื่นแห่ว่ายน้ำข้ามแดน หนีวิกฤตไร้งานทำ
Economic เซวตาระอุ! ชาวโมร็อกโกนับหมื่นแห่ว่ายน้ำข้ามแดน หนีวิกฤตไร้งานทำ
ศาลสั่งคืนภาษีทรัมป์! Amazon รับ 2 หมื่นล้าน ลุยคืนเงินลูกค้า-หั่นราคาสินค้า
Business ศาลสั่งคืนภาษีทรัมป์! Amazon รับ 2 หมื่นล้าน ลุยคืนเงินลูกค้า-หั่นราคาสินค้า
2 เดือน “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เงินสะพัดกว่า 8.64 หมื่นล้าน
Politics 2 เดือน “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เงินสะพัดกว่า 8.64 หมื่นล้าน
ถอดบทเรียน ‘ซีรีส์เกาหลี’ ยุคสตรีมมิ่ง ทำไมโตระดับโลก แต่ ‘ในบ้าน’ เริ่มอ่อนแอ ?
Tech ถอดบทเรียน ‘ซีรีส์เกาหลี’ ยุคสตรีมมิ่ง ทำไมโตระดับโลก แต่ ‘ในบ้าน’ เริ่มอ่อนแอ ?
รัฐบาลเดินหน้าแก้ค่าไฟแพง เคลียร์สัญญาชั่วนิรันดร์ ราคาต้องเหมาะสม-มีพลังงานพอ
Politics รัฐบาลเดินหน้าแก้ค่าไฟแพง เคลียร์สัญญาชั่วนิรันดร์ ราคาต้องเหมาะสม-มีพลังงานพอ
จับตา ‘น้ำแม่สาย’ เช้านี้ปริ่มตลิ่งอีกระลอก ฝนเมียนมาถล่ม เสี่ยงน้ำรั่วเข้าชุมชน
เศรษฐกิจภูมิภาค จับตา ‘น้ำแม่สาย’ เช้านี้ปริ่มตลิ่งอีกระลอก ฝนเมียนมาถล่ม เสี่ยงน้ำรั่วเข้าชุมชน
Geely EX2  อีวีสุดจี๊ด คุ้มค่า น่าโดน
Automotive Geely EX2 อีวีสุดจี๊ด คุ้มค่า น่าโดน
ดูทั้งหมด

“วิกฤตหนี้” อสังหาฯจีน เวอร์ชั่นเดียวกับมะกันแต่ “ใหญ่” กว่า ?

10 ก.พ. 2567 | 11:16น.
CHINA-HONG KONG-PROPERTY-EVERGRANDE
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนในตอนนี้ ไม่มีประเด็นไหนถูกจับตาด้วยความวิตกกังวลเท่ากับ “วิกฤตหนี้อสังหาริมทรัพย์” ซึ่งมีหนี้ก้อนใหญ่มโหฬาร นำโดยหนี้ของบริษัทเอเวอร์แกรนด์ ซึ่งล่าสุดถูกเปรียบเปรยว่าจีนกำลังประสบปัญหา “วิกฤตการเงิน” ในรูปแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับวิกฤตการเงินครั้งใหญ่และร้ายแรงของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2008

ไคล์ บาสส์ ผู้ก่อตั้งเฮดจ์ฟันด์เฮย์แมน แคปิตอล ชี้ว่า การที่จีนพึ่งพาภาคอสังหาริมทรัพย์มากเกินไป ส่งผลให้เศรษฐกิจ อยู่ในภาวะคล้ายกับวิกฤตการเงินสหรัฐเมื่อปี 2008 “มันคล้ายกับวิกฤตการเงินสหรัฐ แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ใหญ่กว่า”

เพราะว่าจีนมีการกู้ยืมเงินธนาคารมากกว่าสหรัฐอเมริกา 3.5 เท่า เมื่อเทียบกับตอนที่สหรัฐเข้าสู่วิกฤตในขณะนั้น เป็นไปได้ว่าตลอดหลายปีที่เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างร้อนแรงในระดับเลขสองหลัก อาจเกิดจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีการกำกับดูแล ทำให้มีการกู้ยืมหนี้มากเกินไป เพื่อทำให้ตลาดเติบโต และพวกเขาใช้เวลาเพียง 20 ปีในการเดินทางมาถึงจุดวิกฤตนี้

การที่ในตอนนี้บริษัทอสังหาฯรายใหญ่ผิดนัดชำระหนี้ ได้สร้างปัญหาใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจจีนในวงกว้าง เพราะว่าภาคอสังหาฯมีสัดส่วน 25% ของจีดีพี และคิดเป็น 70% ของความมั่งคั่งครัวเรือนทั้งหมด “สถาปัตยกรรมการเงินพื้นฐานของจีนพังทลายแล้ว” บาสส์ระบุ และว่าในความเป็นจริงบริษัทอสังหาฯจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือบริษัทมหาชนล้วนแต่ผิดนัดชำระหนี้หมด เฉพาะ 2 รายใหญ่ที่สุดคือเอเวอร์แกรนด์และคันทรี การ์เดน มีหนี้สินรวมกัน 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในรายของเอเวอร์แกรนด์ถูกศาลฮ่องกงสั่งให้ล้มละลายแล้ว

หากเปรียบเทียบกับวิกฤตการเงินสหรัฐเมื่อปี 2008 ระบบธนาคารสหรัฐสูญเสียรวมทั้งสิ้น 8 แสนล้านดอลลาร์ ในขณะที่จีนนั้นประเมินว่าตอนนี้รัฐบาลท้องถิ่นมีหนี้สินรวมกันประมาณ 13 ล้านล้านดอลลาร์ การผิดนัดชำระหนี้ของบรรดาบริษัทเหล่านี้สร้างความตึงเครียดทางการเงินให้กับรัฐบาลท้องถิ่น เพราะปกติมีรายได้จากการขายที่ดินให้กับนักพัฒนา ความตึงเครียดนี้สามารถตามร่องรอยได้จากการที่ตลาดหุ้นจีนสูญเสียมูลค่าไปแล้ว 7 ล้านล้านดอลลาร์นับจากปี 2021

ในอีกด้านหนึ่ง อาร์เธอร์ ลาฟเฟอร์ นักเศรษฐศาสตร์ออกมาเตือนว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตหนี้ โดย ณ ไตรมาส 3 ปี 2023 ทั่วโลกมีหนี้รวมกัน 307.4 ล้านล้านดอลลาร์ สูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งทั้งประเทศรวยและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ล้วนมีสัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากรวม 100 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว และคาดว่าวิกฤตดังกล่าวจะขยายตัวต่อไปอีกในระยะ 10 ปีข้างหน้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น

ลาฟเฟอร์ทำนายว่า 10 ปีข้างหน้าจะเป็น “ทศวรรษแห่งหนี้” และจะจบอย่างไม่สวย โดยขณะนี้สัดส่วนหนี้ทั่วโลกต่อจีดีพีขยับขึ้นเป็น 336% ต่อจีดีพี เทียบกับค่าเฉลี่ยเพียง 110% ต่อจีดีพีสำหรับประเทศพัฒนาแล้วในปี 2012 และ 35% สำหรับประเทศ เศรษฐกิจเกิดใหม่ และเพื่อจะชำระหนี้ จะทำให้ประมาณ 100 ประเทศต้องตัดค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นด้านสังคมลง ไม่ว่าจะเป็น สุขภาพ การศึกษา และการปกป้องทางสังคม

ประเทศที่สามารถปรับปรุงสถานการณ์งบประมาณให้ดีขึ้นจะได้ประโยชน์จากการที่สามารถดึงดูดแรงงาน เงินทุน และการลงทุนจากต่างประเทศ แต่หากประเทศใดล้มเหลวก็จะสูญเสียความสามารถและรายได้ รวมทั้งอื่น ๆ อีกมากมาย ประเทศขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้ได้จะตายอย่างช้า ๆ ส่วนประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ก็อาจจะล้มละลาย

ตลาดพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส ก่อหนี้รวมกันเกิน 80% ของหนี้ที่เกิดขึ้นในครึ่งแรกของปี 2023 ส่วนกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ จีน อินเดีย และบราซิล ก่อหนี้เพิ่มขึ้นมากที่สุด ซึ่งการชำระหนี้จะกลายเป็นปัญหามากขึ้น เนื่องจากประชากรของประเทศพัฒนาแล้วแก่ชราลงอย่างต่อเนื่อง แรงงานในตลาดจะขาดแคลนมากขึ้น

มีเพียงสองทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว ทางแรกคือขึ้นภาษี อีกทางก็คือทำให้เศรษฐกิจเติบโตเร็วกว่าหนี้