อย่างที่มีการกล่าวกันมาจนนับครั้งไม่ถ้วนว่า ทั้งทุนต่างชาติและทุนจีนเองที่กระจายความเสี่ยงออกจากจีน ได้เลือก “เวียดนาม” เป็นที่ตั้งฐานการผลิตมากที่สุด
ณ ปัจจุบัน ทุนต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามมากที่สุด คือ ทุนเกาหลีใต้ โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ของเกาหลีได้ปักหลักตั้งฐานการผลิตในเวียดนามมาแล้วหลายปี นำโดย ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ (Samsung Electronics) และแอลจี (LG) ซึ่งซัมซุงนั้นเป็นบริษัทต่างชาติที่ลงทุนในเวียดนามมากที่สุดด้วย
นับสะสมจากปี 1988 จนถึงปัจจุบัน มูลค่าเงินลงทุนโดยตรง (FDI) ของทุนเกาหลีใต้ในเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 85,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การตั้งฐานการผลิตของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์จากเกาหลีใต้ มีส่วนทำให้เวียดนามโดดเด่นขึ้นมาในฐานะศูนย์การผลิตที่สำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ก่อนที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) จะรุนแรงขึ้นอย่างในปัจจุบัน ซึ่งทำให้เวียดนามมีความสำคัญยิ่งขึ้นอีก
ทุนเกาหลีไว้วางใจเวียดนามมาหลายปีว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย ง่ายต่อการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานซึ่งส่วนหนึ่งยังอยู่ในจีน และอยู่ในทำเลที่ดีสำหรับการทำการค้าระหว่างประเทศ
แต่ตอนนี้ ทุนเกาหลีก็เริ่มหวั่นใจกับปัจจัยต่าง ๆ ในเวียดนาม จนเริ่มจะมองว่า “เวียดนามไม่ใช่เซฟโซน” เหมือนเดิมแล้ว ด้วยหลาย ๆ ปัจจัย รวมถึงการแข่งขันกับ “ทุนจีน” ที่กระจายความเสี่ยงออกจากประเทศตัวเองมาที่เวียดนามด้วยเช่นกัน
ตามการรายงานของ “นิกเคอิ เอเชีย” (Nikkei Asia) ที่สัมภาษณ์ “คิม ฮยองโม” (Kim Hyong-mo) ตัวแทนของหอการค้าและอุตสาหกรรมเกาหลี (KCCI) ในประเทศเวียดนาม คิม ฮยองโม บอกว่า บริษัทเกาหลีใต้กำลังระมัดระวังเกี่ยวกับการลงทุนใหม่ ๆ เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และบริษัทเกาหลีใต้หลายรายพบว่าการขยายการลงทุนในเวียดนามเป็นเรื่องที่ท้าทาย เนื่องจากค่าแรงที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบริษัทจีนขยายธุรกิจเข้ามาในเวียดนามมากขึ้น
คิมกล่าวว่า สภาพแวดล้อมทางการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้างของเวียดนาม พร้อมด้วยข้อได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์และเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ จะยังคงทำให้เวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนที่น่าสนใจ แต่มีความท้าทายบางประการที่ส่งผลกระทบ ต่อโมเมนตัมการลงทุน หนึ่งในนั้นคือ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 6% นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ และปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะสูง
เขากล่าวอีกว่า เวียดนามมีการตัดสินใจทางนโยบายที่ช้า และมีโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญมากอย่างไฟฟ้า และมีกฎระเบียบการควบคุมที่เข้มงวด กำหนดให้มีโรงงานมาตรฐานระดับสูง ทำให้เป็นการยากสำหรับบริษัทต่างชาติในการตัดสินใจลงทุน
นอกจากนั้น เขาบอกว่า การที่เวียดนามลงนามการกำหนดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำ (Global Minimum Tax : GMT) ซึ่งกำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำ 15% อาจบ่อนทำลายความน่าดึงดูดใจของประเทศเวียดนามในฐานะจุดหมายปลายทางการลงทุน
เมื่อถูกถามว่าบริษัทเกาหลีใต้จะเปลี่ยนไปลงทุนในประเทศอื่น เช่น อินเดีย หรือไม่ คิมตอบว่า จำเป็นต้องมองหาฐานการผลิตอื่น ๆ ด้วย เนื่องจากเมื่อพิจารณาถึงความเป็นมาของการที่บริษัทเกาหลีจำนวนมากย้ายจากจีนมายังเวียดนามเพื่อหาแหล่งผลิตที่ค่าแรงที่ถูกกว่า ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ค่าแรงในเวียดนามจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน (จากการที่บริษัทต่างชาติเข้าสู่เวียดนามมากขึ้น)
อย่างไรก็ตาม เขาบอกอีกว่า แม้ว่ามีความจำเป็นต้องสำรวจจุดหมายปลายทางทางเลือกอื่น ๆ สำหรับการลงทุนนอกเหนือจากเวียดนาม แต่ก็หาไม่ได้ง่ายนัก