เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
SET ทะยาน Top 5 เอเชียส่องเทรนด์ครึ่งปีหลัง ตันแล้วหรือไปต่อ ?
Finance SET ทะยาน Top 5 เอเชียส่องเทรนด์ครึ่งปีหลัง ตันแล้วหรือไปต่อ ?
ระวังกระแสต้าน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
สามัญสำนึก ระวังกระแสต้าน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
คุยกับ Binance TH สินทรัพย์ดิจิทัลกลางกระแส ‘หุ้นเทคฯ-AI’
Tech คุยกับ Binance TH สินทรัพย์ดิจิทัลกลางกระแส ‘หุ้นเทคฯ-AI’
‘ประกันสุขภาพ’ เริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหวสัญญาณเตือนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมแก้
World ‘ประกันสุขภาพ’ เริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหวสัญญาณเตือนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมแก้
รัฐบาล เร่งร่างกรอบ กม.สกัดทุจริตสอบข้าราชการ จับตาใช้ยาแรงโยง ขรก.เจอโทษหนัก
Politics รัฐบาล เร่งร่างกรอบ กม.สกัดทุจริตสอบข้าราชการ จับตาใช้ยาแรงโยง ขรก.เจอโทษหนัก
ก.คมนาคม สั่งคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ เพิ่ม สุนัข K9 – ยกระดับการข่าว
Economic ก.คมนาคม สั่งคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ เพิ่ม สุนัข K9 – ยกระดับการข่าว
ขัตติยา อินทรวิชัย เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ 81 ปี KBANK
50th Impact ขัตติยา อินทรวิชัย เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ 81 ปี KBANK
สวนดุสิตโพล ชี้คนชม “ไทยช่วยไทยพลัส” ขณะที่ ”ปัญหายาเสพติด” กระทบเชื่อมั่น รบ.
Politics สวนดุสิตโพล ชี้คนชม “ไทยช่วยไทยพลัส” ขณะที่ ”ปัญหายาเสพติด” กระทบเชื่อมั่น รบ.
สิริพงศ์ คาดชงแผนเปลี่ยนผ่าน “รถสาธารณะ เป็น EV” เข้าบอร์ดกลั่นกรองฯ กลาง ก.ค.นี้
Economic สิริพงศ์ คาดชงแผนเปลี่ยนผ่าน “รถสาธารณะ เป็น EV” เข้าบอร์ดกลั่นกรองฯ กลาง ก.ค.นี้
เจาะลึกเทรนด์ “Pet Hotel” 3 หมื่นล้าน Pawtry ปั้นมาตรฐานใหม่ หนุนธุรกิจฝ่ากับดักเจ๊ง
Business เจาะลึกเทรนด์ “Pet Hotel” 3 หมื่นล้าน Pawtry ปั้นมาตรฐานใหม่ หนุนธุรกิจฝ่ากับดักเจ๊ง
ดูทั้งหมด

ทรัมป์เยือนเอเชีย มี 3 คำถามสำคัญ

24 ต.ค. 2568 | 17:37น.

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐเตรียมตัวเดินทางเยือนมาเลเซีย และเกาหลีใต้ เพื่อร่วมการประชุมระดับผู้นำอาเซียนและกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ตามลำดับ เขาจะได้พบกับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนหรือไม่ และอาจมีข้อตกลงภาษีศุลกากรใดเกิดขึ้นบ้าง

 

เริ่มในวันอาทิตย์นี้ (26 ตุลาคม) ที่การประชุมอาเซียนซัมมิต ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ที่ประเทศมาเลเซีย หลังจากที่ทรัมป์ ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องไม่ชอบลัทธิพหุภาคี ไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนในปี 2018, 2019 และ 2020 ทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐคนที่สามเท่านั้นที่เดินทางเยือนมาเลเซีย ต่อจากอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา และลินดอน บี จอห์นสัน

ก่อนที่จะเดินทางไปยังญี่ปุ่นเพื่อพบหารือแบบทวิภาคีกับซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ คนแรกในประวัติศาสตร์ในช่วง 27-28 ตุลาคมนี้

แต่จุดสำคัญที่สุดในการเดินทางของทรัมป์จะมาถึงในช่วงปลายเดือนตุลาคม (30 ตุลาคม) ซึ่งคาดว่าเขาจะหารือเรื่องการค้า และอาจรวมถึงประเด็นสถานะของไต้หวัน กับสี จิ้นผิง ในการประชุมเอเปคที่เกาหลีใต้

1.เขาพบกับสี จิ้นผิงหรือไม่

ในการประชุมนอกรอบอาเซียนซัมมิต สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ และเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐจะพบกับเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน เพื่อหาทางเดินหน้าต่อไป หลังจากที่ทรัมป์ขู่ว่าจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีน 100% และมาตรการควบคุมการค้าอื่น ๆ รวมถึงจำกัดการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญสัญชาติสหรัฐทั้งหมด เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อตอบโต้กรณีจีนขยายมาตรการควบคุมการส่งออกแม่เหล็กและแร่หายาก ซึ่งเป็นการชั่งน้ำหนักมาตรการตอบโต้

เจ้าหน้าที่เศรษฐกิจระดับสูงจากสหรัฐและจีนมีกำหนดเดินทางถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ในวันนี้ (24 ตุลาคม) เพื่อป้องกันการลุกลามของสงครามการค้า และเพื่อปูทางให้การประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนดำเนินต่อไปตามแผนในสัปดาห์หน้า

การเจรจาครั้งนี้ ซึ่งมีกำหนดเริ่มต้นในวันเสาร์นี้ (25 ตุลาคม) นอกรอบการประชุมอาเซียน ถือเป็นการพบกันครั้งที่ 5 ระหว่างเหอ เบสเซนต์ และเกรียร์ นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยเปลี่ยนจากเมืองใหญ่ ๆ ในยุโรป (นครเจนีวาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กรุงลอนดอนในประเทศอังกฤษ กรุงสตอล์กโฮม ในประเทศสวีเดน กรุงมาดริดในประเทศสเปน) มาเป็นประเทศผู้ส่งออกสำคัญในเอเชียที่ต้องพึ่งพาทั้งจีนและสหรัฐ

วาระการผูกขาดแร่หายาก การเจรจาครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การผูกขาดอุปทานแร่หายากและแม่เหล็กจีน ซึ่งจำเป็นต่อการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงทั่วโลก รัฐบาลจีนใช้เป็นอำนาจต่อรองในการต่อต้านสหรัฐ

การพบกันของผู้แทนสหรัฐและจีนคือการก้าวถอยกลับจากวิกฤต ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่า ความท้าทายในกัวลาลัมเปอร์คือการเจรจาเพื่อกลับไปสู่สถานะเดิม เพื่อรักษาปริมาณแม่เหล็กให้ไหลเวียนในระบบ และหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ของสหรัฐ หากการประชุมล้มเหลว การประชุมระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิงในวันพฤหัสบดีหน้าที่เกาหลีใต้ ระหว่างการประชุมสุดยอดเอเปคอาจถูกยกเลิก

“ท้ายที่สุดแล้ว ผมมั่นใจว่าในการประชุมครั้งนี้ จะมีการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อยืดเวลาข้อตกลงสงบศึกการค้าออกไป” เดนนิส ไวล์เดอร์ นักวิจัยอาวุโสประจำโครงการริเริ่มเพื่อการเจรจาระหว่างสหรัฐ-จีนในประเด็นระดับโลกของมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าว ทั้งนี้ ระยะเวลาพักรบภาษีศุกลากรของสองชาติมีกำหนดเส้นตายในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้

คาดว่าทรัมป์จะได้พบกับสี จิ้นผิง ในวันพฤหัสบดีหน้า (30 ตุลาคม) ตามการยืนยันของแคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ซึ่งการพบกันของผู้นำสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลก บดบังวาระการประชุมเอเปคที่เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้ เพราะมีหลายสิ่งที่ต้องจับตามอง ดังนั้นจึงมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อทั้งสองฝ่ายให้ยุติความตึงเครียดทางการค้า ซึ่งเสี่ยงต่อความเสียหายต่อเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดสองประเทศของโลก

2.มีข้อตกลงภาษีสำหรับอาเซียนหรือไม่

การเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ของทรัมป์ เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของอาเซียน ซึ่งสมาชิก 10 ประเทศส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริการวมกันคิดเป็นมูลค่า 312,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 เทียบกับ 142,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4.6 ล้านล้านบาท) ในปี 2017 สหรัฐอเมริกาเป็นจุดหมายปลายทางการส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค และต้องพึ่งพาเศรษฐกิจอาเซียนเพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานการผลิตยังคงดำเนินต่อไป

ทรัมป์ตอบโต้การขาดดุลการค้าที่ขยายตัวมากขึ้นกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) คือการกำหนดภาษีศุลกากรแบบต่างตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ระหว่าง 10-40% ซึ่งทำให้ผู้นำอาเซียนออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความกังวลเกี่ยวกับนโยบายคุ้มครองการค้าแบบ “อเมริกาต้องมาก่อน” โดยระบุว่ามาตรการของทรัมป์ “ก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากต่อระบบการค้าพหุภาคีและเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานโลก”

ทรัมป์ ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนตั้งแต่ปี 2017 จะพบกับผู้นำอาเซียนในวันอาทิตย์นี้ (26 ตุลาคม) โดยคาดว่าการหารือจะมุ่งเน้นไปที่เวียดนามและไทย ซึ่งเป็นสองประเทศในภูมิภาคที่มีส่วนสำคัญที่สุดต่อการขาดดุลการค้าของสหรัฐ

3.จุดจบการสู้รบไทย-กัมพูชาหรือไม่

การที่ทรัมป์เยือนมาเลเซียอาจไม่ได้เกิดจากการค้า แต่เกิดจากความต้องการที่จะวางตนเป็นศูนย์กลางของข้อตกลงใด ๆ เพื่อยุติข้อพิพาทเรื่องจุดที่ไม่มีการกำหนดเขตแดนตามแนวชายแดนทางบกระยะทาง 817 กิโลเมตร ของไทยและกัมพูชา

มาเลเซียเป็นตัวกลางเจรจาหยุดยิงที่เปราะบางหลังจากการปะทะกันห้าวันในเดือนกรกฎาคม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคนและมีผู้พลัดถิ่นราว 300,000 คน แต่สาเหตุของความขัดแย้งยังคงไม่ได้รับการแก้ไข โมฮัมหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ทรัมป์ “กระตือรือร้น” ที่จะเห็นการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างการประชุมอาเซียน ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ จะใช้เพื่อส่งเสริมความน่าเชื่อถือของเขาในฐานะผู้รักษาสันติภาพระหว่างประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย

ด้านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย กล่าวว่า ไทยจะสามารถลงนามคำประกาศความสัมพันธ์กับกัมพูชา ระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเพื่อแก้ปัญหาชายแดนได้ในวันที่ 26 ตุลาคม โดยมีทรัมป์ และอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนเป็นสักขีพยาน

รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวว่า ทุกอย่างที่ประเทศไทยให้ความสำคัญค่อนข้างลงตัวแล้ว และทุกอย่างตกลงกันได้ในระดับหนึ่ง ทั้งการถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการกว้างล้างอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีแผนงานและแผนการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน รวมถึงการนำชาวกัมพูชาออกจากดินแดนที่เป็นพื้นที่ประเทศไทยก็มีการพูดคุยแล้วเช่นเดียวกัน

 

นอกจากนี้ มีอีกคำถามเล็กๆแต่น่าจะเรียกจุดสนใจได้มาก คือว่า เขาจะได้พบกับคิม จองอึน (อีกครั้ง) หรือไม่ ซึ่งสำหรับทรัมป์ เราจะไม่มีทางพูดได้เลยว่า สิ่งนั้น ๆ “ไม่มีทางเกิดขึ้น” ซึ่งในขณะนี้ การพบกันระหว่างทรัมป์กับคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ดูเหมือนจะไม่น่าเป็นไปได้

แต่ด้วยโอกาสการยุติสงครามยูเครนลดลงอย่างรวดเร็ว ทรัมป์อาจถูกโน้มน้าวให้หันไปสนใจคิม “เพื่อน” ของเขาและปัญหาที่ยากจะแก้ไขของโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

CNN อ้างอิงแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อ รายงานเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐหารือถึงการจัดการพบปะกับผู้นำเกาหลีเหนือในระหว่างการเยือนเอเชีย และทรัมป์กล่าวในเดือนสิงหาคมว่า เขาต้องการพบกับผู้นำเกาหลีเหนือ “ในอนาคตที่เหมาะสม”

แต่ความพยายามสามครั้งก่อนหน้านี้ของเขาในการโน้มน้าวคิมให้ควบคุมความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ จะเห็นได้จาก ในการประชุมสุดยอดสองครั้งในปี 2018 และ 2019 และระหว่างการเยือนเขตปลอดทหารที่กั้นระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ในปีเดียวกันนั้น ซึ่งจบลงด้วยความล้มเหลว นับตั้งแต่นั้นมา คิมได้ดูแลการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในโครงการขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ รวมถึงส่งทหารมากกว่า 10,000 นาย ไปร่วมรบกับกองทัพรัสเซียในสงครามยูเครน และเข้าร่วมพันธมิตรกับจีนและรัสเซียต่อต้านตะวันตกอย่างหลวม ๆ

 

อ้างอิง :

The guardian

Reuters

Al Jazeera