ทำไม “ลาว” ได้วัคซีนหลายยี่ห้อ ? เกมระหว่างมหาอำนาจที่ต้องรู้เท่าทัน

ทำไมลาวได้วัคซีนหลายยี่ห้อ
ภาพจากเฟซบุ๊ก UNICEF Laos

ข่าวที่ สปป.ลาว ได้รับวัคซีนไฟเซอร์กว่า 1 แสนโดส สร้างความตื่นเต้นให้กับคนไทยจำนวนไม่น้อย แต่รู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังการได้รับวัคซีนโควิด-19 หลากหลายยี่ห้อของลาวนั้น เป็นเกมชิงไหวชิงพริบระหว่าง 2 ขั้วอำนาจ

วันที่ 2 มิถุนายน 2564  สำนักข่าวสารประเทศลาว รายงานว่า วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค จำนวน 100,620 โดส ของโครงการเพื่อการเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 ระดับโลก หรือโคแวกซ์ ส่งถึงกรุงเวียงจันทน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ เดอะสตาร์ รายงานว่า ศูนย์ข้อมูลและการศึกษาเพื่อสุขภาพ สังกัดกระทรวงสาธารณสุขลาว ระบุว่า จำเป็นต้องจัดเก็บวัคซีนไฟเซอร์ในตู้แช่แข็งทางการแพทย์ ทางโครงการสร้างภูมิคุ้มกันแห่งชาติจึงได้เตรียมตู้แช่แข็ง 3 ตู้ ที่สามารถเก็บวัคซีนได้ เพื่อจัดเก็บวัคซีนไฟเซอร์ลอตดังกล่าว

ทั้งนี้ ลาวมีแผนฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้บุคคล 3 กลุ่ม ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์, ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยโครงการสร้างภูมิคุ้มกันแห่งชาติกำลังดำเนินการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่ง ณ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีการกระจายวัคซีนทั้งหมด 885,694 โดส ไปยังประชากรเป้าหมายทั่วประเทศ

กระทรวงสาธารณสุขลาวกำลังวางแผนฉีดวัคซีนให้ได้ร้อยละ 50 ของประชากร 7.2 ล้านคนในประเทศ ภายในปี 2564

สำหรับวัคซีนโควิด-19 ที่ใช้ในลาวจนถึงขณะนี้ ได้แก่ สปุตนิกวี, ซิโนฟาร์ม และแอสตร้าเซนเนก้า

วัคซีนจากควอด-จีน

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา เอบีซีดอตเน็ต รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญแสดงความกังวลเรื่องความสามารถในการรับมือกับโรคระบาดของระบบสาธารณสุขในลาว รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ หนึ่งในนั้นคือ ดร.คีธ บาร์นีย์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกี่ยวกับลาว ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ซึ่งกล่าวว่า อัตราการว่างงานในลาวคาดว่าจะสูงถึงร้อยละ 25

นางเดโบราห์ ลีเวอร์ ผู้อำนวยการองค์กรการกุศลระหว่างประเทศ เซฟ เดอะ ชิลเดรน กล่าวว่า จำนวนผู้ติดเชื้อในลาวค่อนข้างต่ำ แต่ระบบสุขภาพอยู่ภายใต้แรงกดดัน ขณะที่อุปกรณ์, เตียง และบุคลากร มีจำกัด

“การปิดพรมแดนของลาว ทำให้ประชาชนลาว ซึ่งปกติจะสามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขในประเทศไทยได้ จะต้องกลับไปใช้ระบบสาธารณสุขของลาว ซึ่งถือเป็นการเพิ่มความกดดันให้กับระบบสาธารณสุขลาว และหากจำนวนผู้ติดเชื้อในลาวเพิ่มขึ้น ลาวจะเผชิญกับวิกฤตสาธารณสุขและเศรษฐกิจ” นางลีเวอร์กล่าว

ธนาคารพัฒนาเอเชีย รายงานว่า เศรษฐกิจลาวหดตัวลงเมื่อปี 2020 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980

โครงการรับมือโควิดในลาวของรัฐบาลออสเตรเลีย มองว่า การระบาดใหญ่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจลาว พร้อมระบุว่าหากผู้ป่วยพุ่งขึ้นจำนวนมาก จะยิ่งซ้ำเติมความเสียหายต่อระบบสาธารณสุข ที่ขาดแคลนทรัพยากรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

โครงการดังกล่าวชี้ด้วยว่า ลาวเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการตรวจหาผู้ติดเชื้อ การติดตาม และการรักษาโรคโควิด-19 รวมถึงการเข้าถึงน้ำสะอาดและการสุขาภิบาลอย่างจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบท ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อมากขึ้น

รัฐบาลออสเตรเลียจึงให้คำมั่นว่าจะมอบเงินอย่างน้อย 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจลาว ขณะที่สถานทูตออสเตรเลียประจำกรุงเวียงจันทน์ประกาศว่าจะมอบเพิ่มเติมอีก 15.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อการจัดหาวัคซีน 1 ล้านโดสในลาว

ออสเตรเลียยังสัญญาว่าจะมอบเงินอีก 100 ล้านดอลลาร์ สำหรับการกระจายวัคซีนในลาว โดยร่วมกับกลุ่มจตุภาคีด้านความมั่นคง หรือควอด ซึ่งเป็นการรวมตัวของ 4 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย สหรัฐ ญี่ปุ่น และอินเดีย ที่ต้องการจะสร้างแนวร่วมต่อต้านจีนที่มีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนและกองทัพทุกเหล่าทัพ ได้ส่งมอบวัคซีนที่ผลิตในจีนจำนวนหลายลอตให้กับลาวแล้วเช่นกัน

เกมระหว่างมหาอำนาจ

เมื่อเดือนมีนาคม วีโอเอ รายงานว่า นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ และนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น, อินเดีย และออสเตรเลีย ได้ร่วมประชุมหารือถึงยุทธศาสตร์ เพื่อตอบโต้อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งรวมถึงการตอบโต้กลยุทธ์วัคซีนทางการทูตของจีนด้วย

“เราทุกคนต้องให้ความสำคัญกับการสร้างอุปสงค์ภายในประเทศ และขับเคลื่อนการเติบโตทั่วโลกอย่างยั่งยืน” นายไบเดนกล่าวและว่า “และด้วยการเปิดตัวความร่วมมือใหม่ เพื่อสนับสนุนการผลิตวัคซีนเพื่อประโยชน์ของทั่วโลก และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก”

นอกจากนี้ ควอดยังได้เปิดตัวกลไกทางการเงินเพื่อเพิ่มการผลิตวัคซีนจำนวนมหาศาลในภูมิภาคดังกล่าว

“ควอดมุ่งมั่นที่จะส่งมอบวัคซีนกว่า 1 พันล้านโดส ไปยังอาเซียน, อินโด-แปซิฟิก และภูมิภาคอื่น ๆ ภายในสิ้นปี 2022” นายเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐกล่าว

โดยในฝั่งของสหรัฐฯฃ ได้มีการทำงานร่วมกับบริษัทต่าง ๆ ในอินเดีย และรัฐบาลญี่ปุ่นกับออสเตรเลีย เพื่อเพิ่มการผลิตวัคซีน ซึ่งได้รับการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลก (WHO)


แถลงการณ์ทำเนียบขาว ระบุว่า กลุ่มควอดตั้งเป้าหมายว่าจะขยายการผลิตวัคซีนเพื่อประโยชน์ของทั่วโลก โดยจะกระจายวัคซีนผ่านโครงการพหุภาคีต่าง ๆ เช่น โคแวกซ์

โคแวกซ์ ถือเป็นกลไกระดับโลกในการกระจายวัคซีน 2 พันล้านโดส ไปยังประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง จำนวน 94 ประเทศ ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งวัคซีนที่กระจายผ่านโคแวกซ์นั้น ส่วนหนึ่งคือวัคซีนที่พัฒนาโดยแอสตร้าเซนเนก้า/ออกซ์ฟอร์ด ซึ่งผลิตโดยสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย

ฝั่งนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า วัคซีนที่ผลิตขึ้นโดยจีนจะกลายเป็นสินค้าสาธารณะระดับโลก และนับแต่นั้น ทางการจีนให้คำมั่นว่าจะมอบวัคซีน 500 ล้านโดส แก่ 45 ประเทศ ตามรายงานของเอพี

อย่างไรก็ตาม หลังจีนล้มเหลวในการรับมือกับการระบาด บางประเทศมองว่าวัคซีนการทูตของจีนนั้นคือการรักษาหน้าของตัวเอง และเป็นช่องทางในการขยายอิทธิพล

 

 

 

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ