คอลัมน์ : Market-think ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์
ช่วงนี้คนกรุงเริ่มใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ อีกครั้ง เมื่อฝนตกต่อเนื่องติดต่อกันหลายวัน
น้ำเริ่มท่วมขังตามถนนและซอยต่าง ๆ ยาวนานขึ้น
จากเดิมที่ท่วมแค่แป๊บเดียวก็ระบายหมด
ท่วมดึก ๆ เช้าแห้ง
แต่พอเจอฝนตกต่อเนื่องไม่หยุด น้ำในคลองเริ่มใกล้เต็มตลิ่ง
สถานการณ์น้ำท่วมใน กทม.จึงเริ่มหนักหนาสาหัสขึ้น
จนต้นสัปดาห์นี้เริ่มท่วมจริงจัง
ที่สำคัญฝนล็อตนี้โหดมาก เพราะเลือกตกช่วงเย็นตอนเลิกงานตลอด
การจราจรในบางจุดจึงแทบเป็นอัมพาต
กลายเป็น “นรก” ของ “คนกรุง” อย่างแท้จริง
แม้เรื่องน้ำท่วม-รถติด จะเป็นปัญหาประจำของคนกรุง
แต่เชื่อเถอะครับ ใครที่เจอหนัก ๆ แบบคนที่รถติดที่แจ้งวัฒนะ 3 ชั่วโมง
หรือต้องยืนรอคิวรถตู้ที่สวนจตุจักรยาวเหยียดล้นขึ้นไปบนบันไดบีทีเอส
หรือต้องเดินลุยน้ำในซอยเข้าบ้านเพราะไม่มีรถ
เจอช่วงเวลาวิกฤติแบบนี้สักครั้งเดียว
จะจดจำและหวาดกลัวไประยะหนึ่งเลย
แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป
ยังต้องเดินทางไปทำงานตอนเช้า และกลับบ้านตอนเย็นเหมือนเดิม
เพียงแต่เวลาที่ใช้ในการเดินทางเพิ่มขึ้น
บางคนต้องใช้เวลาไป-กลับเพิ่มขึ้นเท่าตัว เป็นเกือบ 4 ชั่วโมงบนท้องถนน
ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน เจ้าของบริษัทหรือผู้บริหารก็คงจะได้แต่แสดงความเห็นใจและให้กำลังใจ
เพราะไม่รู้จะช่วยอย่างไร
แต่วันนี้หลังจากผ่าน “โควิด” มา 2 ปี
แทบทุกบริษัทเคยผ่านการ work from home มาแล้ว
แม้จะต้องทำเพราะถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องทำ
ตอนนั้นเครื่องมือก็ไม่พร้อม
พนักงานก็ไม่คุ้นเคยกับการประชุมออนไลน์
แต่สุดท้ายก็ทำกันได้
ประสิทธิผลของการทำงานแบบ WFH มีบางบริษัทบอกว่า ดีมาก แต่บางแห่งก็บอกว่า ทำงานแบบเดิมดีกว่า
นั่นคือ เหตุผลที่แต่ละบริษัทเริ่มเรียกคนกลับเข้ามาทำงานเหมือนเดิม
แต่ยังมีหลายบริษัทเปิดช่องเรื่อง WFH ไว้ด้วย
วิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้น่าจะเป็นการทดลองเรื่อง “ความยืดหยุ่น” ขององค์กรที่ดีมาก
เมื่อรู้ว่าพนักงานต้องเผชิญกับนรกบนถนนยาวนานในแต่ละวัน
ทำไมบริษัทไม่ปรับให้พนักงานบางส่วน WFH บ้าง
ให้ WFH แค่ 1-2 วัน ช่วงน้ำท่วม รับรองว่าพนักงานจะมีความสุขมาก
เอาไปคุยข่มเพื่อน ๆ ในบริษัทอื่นได้เลยว่า บริษัทนี้ใจดี เข้าใจพนักงาน
ถามว่า ทำแบบนี้จะมีความเสี่ยงเรื่องตัวงานไหม
คำตอบ คือ “ไม่”
เพราะทุกบริษัทได้ทดลองทำจริง ๆ มาแล้ว 2 ปี
ทำตอนนี้ในวันที่มีความพร้อมมากกว่าตอนโควิด
ยังไง งานก็เดินไปได้ ไม่เลวร้ายแน่นอน
แต่ผลลัพธ์ทางใจที่จะได้ รับรองว่าคุ้มมาก
ลองนึกถึงพนักงานที่ตื่นเช้ามา ต้องภาวนาว่า น้ำอย่าท่วม รถอย่าติด เพราะถ้าน้ำท่วมอาจต้องใช้เวลา 2 ชั่วโมงในการเดินทาง
ตอนกลับบ้านก็แบบเดียวกัน
แต่บริษัทใจดี ประกาศให้ทำงานที่บ้านได้ ไม่ต้องเผชิญกับนรกบนถนน 2 ชั่วโมง
คุณคิดว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร
ตอนเงินเฟ้อสูง ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น มีบางบริษัทประกาศให้เงินค่าครองชีพพิเศษแก่พนักงาน
กลายเป็นเรื่องที่พนักงานบริษัทอื่น ๆ อิจฉา
ให้เงินพนักงาน บริษัทต้องควักกระเป๋าจ่าย
แต่ WFH คือ การให้ “เวลา” แก่พนักงาน
บริษัทไม่ต้องควักกระเป๋าสักบาทเดียว
แค่เปลี่ยนเวลาของพนักงานจากที่อยู่บนท้องถนนซึ่งเปรียบเหมือนอยู่ใน “นรก”
มาเป็น “สวรรค์” เพราะทำงานที่บ้าน ไม่ต้องเดินทางฝ่าน้ำท่วม
“เวลา” เป็นของมีค่าไม่แตกต่างจาก “เงิน”
แต่การเลือกให้ “เวลา” ในจังหวะที่เหมาะสม
มีคุณค่าทางใจมากกว่าการให้เงินเสียอีก
ไม่เชื่อ ลองทำดูได้ครับ