คอลัมน์ : Market Move
ในปีงบฯนี้ บรรดาธุรกิจในญี่ปุ่นทั้งค้าปลีกและภาคบริการ ต่างพากันทุ่มเม็ดเงินลงทุนกับเทคโนโลยีอัตโนมัติต่าง ๆ เช่น หุ่นยนต์จัดเรียงสินค้าสำหรับใช้ในร้านสะดวกซื้อหรือเคาน์เตอร์คิดเงินแบบบริการตนเอง หวังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพื่อรับมือกับการขาดแคลนแรงงานซึ่งหนักหนาขึ้นตามจำนวนประชากรที่ลดลงต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมาโดยไม่มีท่าทีจะดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีบางภาคธุรกิจเดินไปในทิศทางตรงข้าม โดยลดการลงทุนด้านเทคโนโลยีลงด้วยเช่นกัน
สำนักข่าว “นิกเคอิ เอเชีย” รายงานว่า ผลการสำรวจแผนการลงทุนในปีงบฯล่าสุดที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2567 ของธุรกิจในญี่ปุ่นชี้ถึงแนวโน้มการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่มาแรงเป็นพิเศษเมื่อตัวเลขการลงทุนทุบสถิติปีที่ผ่าน ๆ มาทั้งหมด หลังกลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่การผลิตสินค้าต่างหันมาลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพการทำธุรกิจ ท่ามกลางปัญหาความท้าทายด้านแรงงาน
ตามผลสำรวจในปีงบฯ 2566 นี้ธุรกิจญี่ปุ่นวางแผนลงทุนกับเทคโนโลยีรวม 7.62 แสนล้านเยน หรือประมาณ 1.87 แสนล้านบาท ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับการลงทุนในปีงบฯก่อนหน้า และยังเป็นตัวเลขสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2548 ขณะเดียวกัน 40.9% ของบริษัทที่เข้าร่วมการสำรวจระบุว่า การลงทุนนี้เป็นการลงทุนเพื่อปรับธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล โดยไม่เพียงการนำเทคโนโลยีด้านไอทีมาใช้ แต่ยังรวมไปถึงด้านความปลอดภัยไซเบอร์อีกด้วย
ตัวอย่างเช่น บริษัท “ไลฟ์” (Life) หนึ่งในผู้บริหารเชนซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ ซึ่งมีสาขาในหลายจังหวัดของญี่ปุ่น อาทิ โตเกียว เกียวโต นารา ชิบะ ฯลฯ รวม 302 สาขา ปีงบฯนี้ประกาศเพิ่มงบฯลงทุนให้สูงกว่าที่ตั้งไว้เดิมขึ้นไปอีกถึง 1.4 พันล้านเยน เพื่อติดตั้งป้ายราคาแบบอิเล็กทรอนิกส์บนชั้นสินค้าให้กับทุกสาขาในพื้นที่จังหวัดโอซากะ รวมถึงเพิ่มจำนวนเคาน์เตอร์คิดเงินแบบบริการตนเองให้มากขึ้น
ขณะที่ อาโอคิ โฮลดิ้ง ซึ่งมีธุรกิจหลากหลายทั้งแฟชั่น สถานที่จัดงานแต่งงาน ไปจนถึงด้านความบันเทิง อย่างอินเตอร์เน็ต-มังงะคาเฟ่ และร้านคาราโอเกะนั้น มีแผนลงทุนในปีงบฯนี้ไปในทิศทางคล้ายกัน ด้วยการเพิ่มงบฯลงทุนมากกว่าปีงบฯที่แล้วเกือบเท่าตัวเป็น 1.2 หมื่นล้านเยน หรือประมาณ 2.94 พันล้านบาท เพื่อเพิ่มระบบบริการตนเองในสาขาของธุรกิจความบันเทิง พร้อมกับรีโนเวตสาขาหลายแห่ง
ทั้งนี้ การลงทุนด้านระบบบริการตนเอง เช่น เคาน์เตอร์คิดเงินในร้านค้าหรือคาเฟ่ เป็นหนึ่งในเทรดมาแรงในธุรกิจค้าปลีกของญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งร้านสะดวกซื้อ เช่น แฟมิลี่มาร์ทนำหุ่นยนต์แบบควบคุมระยะไกลมาช่วยเติมสต๊อกสินค้าในร้าน ช่วยให้ไม่ต้องส่งพนักงานเข้าไปในแต่ละสาขา ทำให้สามารถตอบโจทย์การขาดแคลนแรงงาน และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลงไปได้มาก
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกและบริการโหมลงทุนด้านเทคโนโลยีอัตโนมัติต่าง ๆ นี้ ด้านวงการผู้ผลิตสินค้ากลับมีแนวโน้มที่แตกต่างกัน เนื่องจากดีมานด์สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ลดลงต่ออย่างเนื่อง ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ทีดีเค ซึ่งปีงบฯนี้ลดการลงทุนลงจากปีที่แล้ว 13% เป็น 2.4 แสนล้านเยน หรือประมาณ 5.88 หมื่นล้านบาท และตัวเลขนี้ยังต่ำกว่างบฯที่บริษัทวางแผนไว้เดิม 7.7% หลังบริษัทประกาศลดการลงทุนในกระบวนการผลิตคาพาซิเตอร์เซรามิกและแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟใหม่ได้ลง
“โนโบรุ ไซโตะ” ประธานของทีดีเค ระบุว่า ขณะนี้อนาคตของวงการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังคงมีความไม่แน่นอน
ไปในทิศทางเดียวกับบริษัท เอ็นจีเค อินซูเลเตอร์ ซึ่งหั่นงบฯการลงทุนสำหรับปีงบฯนี้ลงไป 1 หมื่นล้านเยน หรือประมาณ 2.45 พันล้านบาท หลังบริษัทประกาศระงับแผนลงทุนในด้านชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
“ชิเกรุ โคบายาชิ” ประธานของเอ็นจีเคอินซูเลเตอร์ อธิบายเหตุผลของการตัดสินใจนี้ว่า แม้ในระยะกลางจนถึงยาวตลาดเซมิคอนดักเตอร์จะยังมีแนวโน้มเติบโต แต่ขณะนี้ดีมานด์ในตลาดลดต่ำมาก จะยกเว้นเพียงแค่อุปกรณ์ที่ใช้ประมวลผลทางดิจิทัลกับการจัดการพลังงานเท่านั้นที่ยังมีดีมานด์อยู่
ทั้งนี้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบฯนี้ (ม.ค.-มี.ค. 67) การลงทุนของธุรกิจค้าปลีกและบริการในญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายของผู้บริโภคกับบริการต่าง ๆ
ด้านแผนการลงทุนในต่างประเทศนั้น ในภาพรวมอยู่ที่ 3.89 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 9.54 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อนหน้า แต่ลดลง 2.4% จากผลสำรวจช่วงต้นปี เนื่องจากหลายบริษัทลดการลงทุนในจีนลง หลังวิกฤตอสังหาฯ ทำให้ความเชื่อมั่นและการจับจ่ายของผู้บริโภคลดลง แม้จะมีการลงทุนเพิ่มในสหรัฐอเมริกาและยุโรป แต่ยังไม่เท่ากับส่วนที่หายไป
หลังจากนี้ต้องจับตาในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567 ว่า แนวโน้มการลงทุนของธุรกิจในญี่ปุ่นจะเป็นอย่างไร และในปีงบฯหน้าจะมีการหันมาลงทุนในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งญี่ปุ่นมีธุรกิจค้าปลีกอยู่จำนวนมาก เพิ่มขึ้นหรือไม่