นักวิเคราะห์ชู 4 หุ้นเด่นปี’67 อานิสงส์เศรษฐกิจฟื้น-รัฐกระตุ้น
สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนเปิด 4 หุ้นโดดเด่นปี’67 ต้องมีติดในพอร์ต “AOT-CPALL-CPN-GPSC” รับอานิสงส์เศรษฐกิจฟื้น-รัฐกระตุ้นเพิ่มเติม ชี้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำตรงกัน
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยว่า จากการสํารวจความเห็นสมาชิกนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนรวม 26 สํานัก ทาง IAA ได้จัดหุ้นเด่นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกัน ตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป พร้อมประเด็นหลักสนับสนุน
ซึ่งมีอยู่ 4 บริษัท ดังนี้ (เรียงชื่อตามอักษรย่อ) 1.AOT (บมจ.ท่าอากาศยานไทย) มองว่าได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวดีขึ้น โดยในปี 2567 คาดจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 34.5-35 ล้านคน จากปี 2566 ที่น่าจะอยู่ที่ 27-28 ล้านคน รวมถึงคาดว่าจะเห็นมาตรการรัฐสนับสนุนเพิ่มเติม
“AOT นอกจากผลประกอบการจะฟื้นตัวตามการท่องเที่ยว ยังอยู่ระหว่างศึกษาการปรับขึ้นค่าบริการค่าโดยสารขาออก (PSC) และการเก็บค่าธรรมเนียมผู้โดยสาร Transit/Transfer รวมถึงการรอรับโอน 3 สนามบินจากกรมท่าอากาศยานอีกด้วย”
2.CPALL (บมจ.ซีพีออลล์) โดยได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยว High Season และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล Easy E-Receipt ตลอดจนการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึง Digital Wallet ในปี 2567 ที่จะช่วยหนุนการจับจ่ายใช้สอย
3.CPN (บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา) โดยมองว่าได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่องเช่นกัน ทั้งยังมีแผนการเปิดโครงการใหม่ในระยะยาว มองเป็นหุ้นที่น่าจะเป็นเป้าของกองทุน ThaiESG (กองทุนรวมส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทย)
4.GPSC (บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่) ปัจจัยสนับสนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ปรับตัวลง และคาดกำไรปี 2567 โต 31% ฟื้นตัวตามค่าไฟฟ้าที่คาดทยอยปรับขึ้น ขณะที่ต้นทุนก๊าซมีแนวโน้มค่อย ๆ ลดลง
“สำหรับหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้น DELTA (บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)) ที่ราคาเกินมูลค่าปัจจัยพื้นฐานไปมาก และหุ้นรายตัวที่มีภาระกู้ยืสูง/เพิ่มทุน”
สำหรับการลงทุนในหุ้นไทยนั้น แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหมวดธุรกิจค้าปลีก อาหาร เงินทุน/หลักทรัพย์ และการท่องเที่ยว และให้ลดน้ำหนักลงทุนในหมวดธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ รายที่มีหนี้่สูง และธุรกิจประกัน
นายสมบัติกล่าวอีกว่า นักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมข้อแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับผลกระทบทางงบประมาณ โดยส่วนใหญ่กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แยกเป็นการลงทุนภาครัฐที่หนุนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
ถัดมาคือด้านการช่วยเหลือภาคประชาชน ได้แก่ มาตรการลดค่าครองชีพ อย่างไรก็ตาม เรื่องนโยบายแจกเงินนั้นอยากให้เปลี่ยนเป็นโครงการกระตุ้นการบริโภค (คล้ายคนละครึ่ง) หรือนโยบายช้อปช่วยชาติ
และตามมาด้วยเสนอนโยบายด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ได้แก่ นโยบายกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ เร่งแผนยกระดับศักยภาพการผลิตไทย ส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ รวมถึงกระตุ้นการลงทุนเอกชนในประเทศเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และ ESG (Environment, Social, และ Governance)
นายสมบัติกล่าวด้วยว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2567 จะขึ้นไปปิดสิ้นไตรมาสแรกที่ 1,476 จุด และเมื่อมองตลอดปีจะแกว่งตัวในกรอบ 1,340 ถึง 1,612 จุด และไปปิดสิ้นปี 2567 ที่ 1,590 จุด พร้อมคาดการณ์ ทั้งนี้ คาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2567 ที่ระดับ 3.33%
โดยปัจจัยบวกที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนจนถึงสิ้นปี 2567 ได้แก่ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่คาดจะดีขึ้น, ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกาที่คาดจะปรับลดลง และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flows) จากต่างประเทศสู่ตลาดหุ้นไทยที่คาดจะฟื้นตัวดีขึ้น
“ส่วนปัจจัยด้านลบ ก็มีทั้งการลดหรือยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของประเทศสำคัญทั่วโลก, ปัจจัยด้านการเมืองในต่างประเทศ และปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลก” นายสมบัติกล่าว