กต. ผนึกกลาโหม ทัพบก แถลงไทม์ไลน์ กัมพูชาไม่จริงใจ เมินตอบสนองเชิงบวก
เมื่อเวลาราว 16.30 น.ที่ห้องแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยพ.อ.หญิง ผศ. ดร. พญ.ดังใจ สุวรรณกิตติ โฆษกกระทรวงกลาโหม และพล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกร่วมกันแถลงพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า จากเหตุการณ์ปะทะที่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายไทยกระทำเพื่อป้องกันตนเองและปกป้องอธิปไตยของประเทศ โดยเป็นไปอย่างเหมาะสม ได้สัดส่วนและสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และแนวปฏิบัติสากล
ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวฝ่ายไทยได้ใช้ความอดทนอดกลั้น และมุ่งแก้ไขสถานการณ์ด้วยสันติวิธี โดยเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาพยายามลดความตึงเครียดในพื้นที่ และจำกัดความขัดแย้งให้อยู่เพียงจุดเกิดเหตุ โดยมีการพูดคุย หารือในทุกระดับทั้งในระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและกองทัพบกของทั้งสองประเทศบนพื้นฐานของความสุจริตใจและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับกัมพูชา ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอาเซียน ซึ่งทั้งสองก็เห็นพ้องแนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี โดยผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่แล้ว มาโดยตลอด จนกระทั่งล่าสุด
-5 มิถุนายน 2025 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมหารือกับพลเอก สมเด็จพิชัยเสนา เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรีและรมว. กลาโหมกัมพูชาที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อหาทางออกร่วมกัน ฝ่ายไทยเน้นย้ำอีกครั้งถึงความจำเป็นในการลดระดับความตึงเครียดบริเวณชายแดนและไทยเสนอให้กัมพูชาปรับกำลังทหารให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติเดิมก่อนเกิดเหตุขัดแย้งเพื่อลดโอกาสการปะทะทางอาหาร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองประเทศ
แต่กัมพูชาปฏิเสธทันทีต่อข้อเสนอปรับกำลัง และะยังเสริมกำลังทหารในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง และปฏิเสธที่จะปฏิบัติตาม MOU ปี 2543 (ปี 2000) บนพื้นฐานของการเจรจาสันติวิธี ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดและทำให้สถานการณ์ในพื้นที่มีความเปราะบางมากยิ่งขึ้น
“การดำเนินการของฝ่ายกัมพูชาข้างต้นแสดงให้เห็นถึงการขาดเจตนารมณ์และความจริงใจที่จะร่วมมือกับฝ่ายไทยในการที่จะลดและระงับความตึงเครียดที่มีอยู่เดิมและทำให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติ” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าว
ดังนั้นเป็นไปตามมติ สมช.
-6 มิถุนายน 2025 มีมติสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือสมช. และเพื่อเป็นไปตามการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยแก่ประชาชนไทยตามแนวชายแดน ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการจำเป็นควบคุม การเปิด-ปิดจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชา โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้กองทัพภาค 1,2 รวมถึงกองกำลังจันทบุรี ตราด เป็นผู้กำหนดมาตรการ หลักเกณฑ์ วิธี เงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาที่จำเป็นและเหมาะสมในการผ่านแดน บริเวณจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
ซึ่งความเข้มข้นของมาตรการดังกล่าวจะเป็นไปตามความตึงเครียดของสถานการณ์อันเกิดจากความร่วมมือของฝ่ายกัมพูชาในการแก้ไขปัญหา ขอย้ำว่าการดำเนินของไทยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรักษาความปลอดภัยของทั้งประชาชนสองประเทศในพื้นที่ชายแดนและความสงบเรียบร้อยตลอดแนวชายแดน โดยฝ่ายไทยจะระมัดระวังให้ไม่กระทบต่อการค้าขายและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว
ไทยขอเรียกร้องอีกครั้งให้ลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน ไม่ให้สถานการณ์ลุกลามโดยไม่จำเป็น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อประชาชนตามแนวชายแดน และพร้อมประชุมคณะกรรมธิการร่วมเขตแดนไทย-กัมพูชา (JBC) ซึ่งกำหนดในวันที่ 14 มิถุนายนที่กรุงพนมเปญ และกลไกทวิภาคีอื่นๆ บนพื้นฐานความเคารพและจริงใจต่อกัน
พ.อ.หญิง ผศ. ดร. พญ.ดังใจ สุวรรณกิตติ โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า รองนายกฯและรมว.กลาโหมกำชับหน่วยในพื้นที่ให้เฝ้าระวังไม่ให้มีการรุกล้ำเพิ่มอย่างเด็ดขาด
“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความพยายามที่ผ่านมา กลับได้รับการตอบสนองจากกัมพูชาไม่เป็นทางบวกเลย” โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว และระบุอีกว่า จึงนำไปสู่การปรับมาตรการดังกล่าวและตามด้วยมติสมช. และให้กองทัพนำแผนไปปฏิบัติดังกล่าว
พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกแจงแนวทางปฏิบัติตามคำสั่งควบคุมจุดผ่านแดนไทย–กัมพูชา ดำเนินการเป็นขั้นตอนตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ใน 4 ขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 จำกัดการผ่านแดนเฉพาะบุคคลที่มีเหตุจำเป็น เช่น การค้าขาย การขนส่งสินค้า แรงงาน และงานจำเป็นอื่น ๆ โดยเพิ่มระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น นักพนัน หรือกลุ่มที่อาจเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย
ขั้นที่ 2 ปรับลดช่วงเวลาในการเปิด–ปิดจุดผ่านแดน พร้อมทั้งกำหนดวัน–เวลาการเข้า–ออกอย่างชัดเจน เพื่อควบคุมความเคลื่อนไหวของบุคคลและกิจกรรมในพื้นที่ชายแดน
ขั้นที่ 3 ปิดจุดผ่านแดนบางจุด (Selective Closure) โดยพิจารณาจากจุดที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีข้อมูลด้านความมั่นคงที่อาจนำไปสู่การรุกล้ำ หรือการก่อเหตุจากฝ่ายตรงข้าม
ขั้นที่ 4 ปิดจุดผ่านแดนตลอดแนวชายแดนในกรณีที่เกิดสถานการณ์วิกฤต หรือมีการรุกรานอย่างชัดเจน เพื่อควบคุมสถานการณ์ในระดับสูงสุด