Skip to content

ส่งออกไทยปีม้า ‘ลูกผีลูกคน’ ‘ข้าว-เกษตร’เหนื่อยเจอพิษบาทแข็ง

03 ม.ค. 2569 | 08:18น.
ส่งออกไทยปีม้า ‘ลูกผีลูกคน’ ‘ข้าว-เกษตร’เหนื่อยเจอพิษบาทแข็ง

เอกชนประสานเสียงห่วงส่งออกไทยปี 2569 ยังลูกผีลูกคน กกร.คาด Geopolitic กดดันการค้าโลก แข่งราคาเดือด มีสิทธิฉุดส่งออกไทยติดลบ 0.5-1.5% จี้รัฐบาลแก้บาทแข็ง ไม่งั้นฉุดส่งออกเกษตร ข้าวไทยเหนื่อยหนัก ปี’69 ไร้ความชัดเจน ทั้งขายข้าวจีน-สิงคโปร์ ยังคาราคาซัง แถมอินโดฯ-ฟิลิปปินส์ไร้แววซื้อเพิ่ม ชี้ข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่ง

แม้ว่าสถานการณ์การส่งออกของไทยในปี 2568 จะสามารถเติบโตได้ดี ขยายตัวในอัตราสูง 10% แต่สำหรับแนวโน้มปี 2569 ยังคงมีความเสี่ยง และมีปัจจัยลบมากมาย โดยคณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้มีการประชุมเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2568 โดยมี ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นประธานการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการประเมินภาพการส่งออกของไทยในปี 2569 ระบุว่า การส่งออกไทยยังมีสัญญาณชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยคาดว่าการส่งออกจะอยู่ในกรอบติดลบ 1.5-0.5% เป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงกดดันการค้าโลก รวมถึงการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นในตลาดหลัก โดยเฉพาะตลาดสหรัฐ และยุโรป

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องติดตามและคาดจะกระทบต่อการส่งออก เช่น น้ำท่วมในภาคใต้ ที่จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม รวมทั้งภาคการผลิตและโลจิสติกส์ ซึ่งกระทบการส่งออกได้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและเสถียรภาพรัฐบาล ซึ่งอาจทำให้ภาคเอกชนชะลอการลงทุนและแผนธุรกิจ รวมทั้งการวางกลยุทธ์การส่งออกในปีหน้า มาตรการภาษีและกฎระเบียบการค้าที่เปลี่ยนแปลงในตลาดโลก โดยเฉพาะในสหรัฐที่กระทบต้นทุนและความสามารถแข่งขันของสินค้าไทย

อย่างไรก็ดี แม้การส่งออกปี 2568 ที่ขยายตัวสูง ส่วนหนึ่งมาจากสินค้าที่มีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศต่ำ ทำให้ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมไม่สูงมากนัก ขณะเดียวกัน ต้นทุนการนำเข้าและค่าขนส่งยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจกระทบความสามารถแข่งขันของผู้ส่งออกไทย ทั้งนี้ ภาคเอกชนเสนอให้ภาครัฐเร่งเจรจาการค้าและผลักดันสินค้าไทยที่มีมูลค่าเพิ่มสูงเพื่อประคองการส่งออกและลดความเสี่ยงในปี 2569

ก.พาณิชย์โหม 700 กิจกรรม

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยแผนงานปี 2569 ว่า เพื่อขับเคลื่อนการส่งออกให้เติบโตต่อเนื่อง กรมเตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้า 570 โครงการ และ 700 กิจกรรม ทั้งในและต่างประเทศ ตั้งเป้าสร้างมูลค่าการค้ารวมกว่า 141,881 ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการเกือบ 300,000 ราย แนวทางหลักคือการขยายตลาดใหม่ทั่วโลก เพื่อหลากหลายช่องทางการส่งออก จัดงานแสดงสินค้านานาชาติ 6 งานใหญ่ เช่น Bangkok Gems & Jewelry Fair และ THAIFEX-ANUGA ASIA สอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ที่มุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจระยะสั้นและระยะยาว อีกทั้งยังเน้นการเสริมศักยภาพ SMEs ให้ทันสมัย และปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล กรมยังจะเดินหน้าปฏิรูประบบบริการค้าสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ และยังมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั่วโลก เจาะลู่ทางส่วนตลาดและโอกาสการค้าใหม่ ๆ ด้วย และกรมยังกิจกรรมโปรโมต Soft Power และตรา Thai SELECT ถูกผลักดันควบคู่สร้างภาพลักษณ์สินค้าไทย

ทั้งนี้ เมื่อดูสินค้าส่งออกที่มีโอกาสเติบโต เช่น 1.อาหารและเกษตรแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน อาหารสุขภาพ สินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่ม ใช้จุดแข็งมาตรฐานและความปลอดภัยอาหารของไทย 2.สินค้า Soft Power อาหารไทย แฟชั่น เครื่องประดับ อัญมณี สินค้าไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมไทย 3.สินค้าอุตสาหกรรมและ BCG ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจหมุนเวียน 4.SMEs และผู้ประกอบการรายใหม่ สินค้าแบรนด์ไทย ผู้ส่งออกหน้าใหม่และธุรกิจดิจิทัล

ทั้งนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า แนวโน้มส่งออกปี 2569 ยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินการส่งออกไทยไว้ 3 กรณี ได้แก่ การเติบโตเล็กน้อยราว 1.1%, กรณีฐานคือ หดตัวประมาณ -1% และกรณีเลวร้ายอาจติดลบถึง -3.1% หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและแรงกดดันต่าง ๆ ทวีความรุนแรงขึ้น เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า เงินบาทแข็ง และราคาน้ำมันที่ลดลง อาจกดดันมูลค่าการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย อย่างไรก็ดี เพื่อให้การส่งออกไทยโต กระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งเดินหน้า เจรจาข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ และประเทศอื่น ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและลดแรงกดดันจากมาตรการภาษี สร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ เช่น การเจรจาและหารือกับคู่ค้ารายใหม่อย่างซาอุดีอาระเบีย เพื่อส่งเสริมการค้าสินค้าและบริการ และทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาหารและบริการเข้าสู่ตลาดตะวันออกกลาง อีกทั้งการขยายตลาดใหม่ ๆ เปิดเจรจาจับคู่ธุรกิจการค้า

ชี้บาทแข็งกระทบส่งออกเกษตร

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกไทยในปี 2569 ประเมินไว้ว่าจะอยู่ในช่วงติดลบ 3.1% ถึงขยายตัว 1.1% ทั้งนี้ เหตุที่มองว่าจะติดลบ 3.1% เพราะปี 2569 ยังมีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เป็นตัวฉุดสำคัญ เงินบาทแข็งค่า มีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร ส่วนภาษีสหรัฐ ถ้ายังอยู่ในอัตรา 19% ก็โอเค เพราะยังแข่งขันได้ เมื่อเทียบกับในภูมิภาค ส่วนมองว่าส่งออกมีโอกาสเป็นบวกได้ 1.1% เพราะความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ AI คลาวด์ มีความต้องการสูงมาก จะเป็นตัวหลักที่ช่วยผลักดันยอดส่งออก โดยสินค้าในกลุ่มนี้ไทยมีสัดส่วนการส่งออกที่สูงถึง 30% ตลอดจนหากยังมีอุปสงค์สินค้า AI, Cloud Computing หมายความว่าไทยยังอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวจากไทยสูงขึ้น และหากการส่งออกสินค้าเกษตรดีขึ้น ก็จะเป็นปัจจัยหนุน ซึ่งอิงกับค่าเงินบาท แต่ก็ต้องดูสถานการณ์ตรงนี้ด้วย

อย่างไรก็ดี การทำงานของกระทรวงพาณิชย์ในปี 2569 จะเร่งเจรจาความตกลง Reciprocal Trade กับสหรัฐให้แล้วเสร็จ พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า รวมไปถึงกวาดล้างธุรกิจนอมินี เดินหน้าเจรจาและผลักดันการใช้ประโยชน์จาก FTA สร้างแต้มต่อทางการค้า และร่วมมือกับภาคเอกชนผลักดันเป้าหมายการส่งออกให้เติบโต ท่ามกลางอุปสงค์ที่อ่อนแอ และความไม่แน่นอนที่ยังมีต่อเนื่องในปีหน้า

สรท.ชง 4 ข้อถึงรัฐบาลใหม่

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สรท.ประเมินว่า การส่งออกไทยในปี 2569 จะยังขยายตัวได้ แต่เป็นการเติบโตในอัตราที่จำกัด โดยคาดว่าอัตราการเติบโตจะอยู่ในช่วง 2-4% ซึ่งต่ำกว่าปี 2568 ที่มีการฟื้นตัวในระดับสองหลัก โดยการเติบโตในปี 2569 จะเป็นลักษณะของการเข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) หลังจากการฟื้นตัวแรงในปี 2568 ซึ่งเป็นผลจากฐานต่ำและการเร่งคำสั่งซื้อในบางช่วง อีกทั้งอาจมีส่วนหนึ่งมาจากสินค้าที่นำเข้ามา Transshipment ผ่านไทย ซึ่งช่วยพยุงตัวเลขการส่งออก ตราบใดที่ประเทศผู้นำเข้ายังไม่เข้มงวดเรื่อง Local Content อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเติบโตของการส่งออกไทยสะท้อนการผลิตจริงและมีความยั่งยืนในระยะยาว

“สรท.เห็นว่า การส่งออกไทยเติบโตระดับต่ำกว่า 5% ถือเป็นภาพที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน แม้จะมีแรงกดดันสูง แต่ยังเชื่อว่าการส่งออกไทยยังมีปัจจัยพยุง เพียงพอที่จะทำให้ขยายตัวเป็นบวกได้ ซึ่งหากเทียบ กกร. ซึ่งมีมุมมองค่อนข้างระมัดระวัง และประเมินว่าการส่งออกอาจเผชิญความเสี่ยงจนมีโอกาสติดลบ”

ทั้งนี้ สินค้าส่งออกที่ สรท.มองว่า เป็นดาวเด่น ในปี 2569 เช่น อาหารและเกษตรแปรรูป (Food & Agroprocessing) สินค้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหาร สินค้าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม และเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain โลก สินค้าเฉพาะทาง (Niche/Specialty Products) ส่วนสินค้าที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น สินค้าแรงงานเข้มข้นที่แข่งขันด้านราคากับประเทศต้นทุนต่ำ สินค้าเกษตรขั้นต้นที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรมบางประเภทที่พึ่งพาตลาดหลักเดิมมากเกินไป

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลใหม่ สรท.เห็นว่า รัฐบาลใหม่ควรเร่งดำเนินการใน 4 เรื่องหลัก คือ 1.ดูแลต้นทุนโลจิสติกส์อย่างจริงจัง อาทิ ท่าเรือ, ค่าธรรมเนียม, ระบบอำนวยความสะดวกการค้า 2.เร่งเจรจาและใช้ประโยชน์จาก FTA อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ 3.สนับสนุนการยกระดับสินค้าไทย จากแข่งขันด้านราคา แข่งขันด้านคุณภาพและมูลค่าเพิ่ม 4.สร้างเสถียรภาพเชิงนโยบาย เพื่อให้ผู้ส่งออกวางแผนระยะกลาง-ยาวได้

ส่งออกอาหารจี้ดูแลค่าบาท

ดร.องอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป (Thai Food Processors’ Association : TFPA) และในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การส่งออกสินค้าในกลุ่มอาหารในปี 2569 ยังถือว่ามีการเติบโต และการส่งออกน่าจะขยายตัวเป็นบวก เพราะสินค้าอาหารถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญประกอบกับประชากรทั่วโลกมีการเพิ่มขึ้น จึงมีผลต่อความต้องการบริโภคอาหารอย่างต่อเนื่อง ส่วนปัจจัยที่คาดว่าจะต้องติดตามและมีผลกระทบต่อการส่งออกผู้ส่งออกอาหารยังคงให้ความสำคัญเรื่องของความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการส่งออกไทย

ขณะที่อัตราภาษีสหรัฐ ถือว่าปัจจุบันมีความผ่อนคลายมากขึ้นภายหลังจากที่ประเทศไทยถูกเก็บอัตราภาษีที่ 19% ทั้งนี้ หากถามว่ามีความกังวลต่อการเจรจาทางเทคนิค หรือมาตรการใหม่ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น ผู้ส่งออกเห็นว่ายังไม่มีมาตรการใหม่ออกมา ส่วนตลาดที่เป็นตลาดสำคัญของการส่งออกอาหารไทย ยังคงเป็นตลาดสหรัฐ ยุโรป เอเชีย อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น

“ผู้ส่งออกในกลุ่มอาหารฝากกับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาดูแลผลักดันการส่งออกของไทยในปีหน้า สิ่งที่ให้ความสำคัญ คือ การดูแลค่าเงินบาท โดยมองว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม คือ 33-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป”

ปี 2569 ข้าวไทยเหนื่อย

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การส่งออกข้าวไทยในปี 2568 คาดว่าจะทำได้ที่ 7-8 ล้านตัน ขณะที่ปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่เฉลี่ย 7.5 ล้านตัน โดยในปี 2569 ยังคงมีความท้าทาย โดยเฉพาะตลาดผู้นำเข้าอย่างอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีนโยบายนำเข้าข้าวเพิ่มหรือไม่ อีกทั้งการลงนามในบันทึกความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ ในการนำเข้าข้าวจากไทยจำนวน 100,000 ตันนั้น ก็ยังคงเป็นเพียงข้อตกลงที่ยังไม่ชัดเจนเรื่องการนำเข้าเมื่อไหร่

ส่วนการเจรจาขายข้าวไทยให้ประเทศจีน ก็ยังไม่มีความคืบหน้า มีเพียงการเร่งต่อสัญญาเดิมที่หมดอายุลงในสิ้นปี 2568 ปริมาณ 2.8 แสนตัน ซึ่งเชื่อว่าทางรัฐบาลจีนคงไม่มีปัญหา จากนี้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยจะเดินหน้าเจรจาทำสัญญาซื้อขายข้าวปริมาณที่เหลืออย่างไร รวมถึงการเจรจาขายข้าวลอตใหม่ 2.2 แสนตันอีกด้วย แต่ต้องยอมรับว่าขณะนี้สถานะเพียงรัฐบาลรักษาการ ไม่แน่ใจว่าจะดำเนินการได้มากน้อยแค่ไหน

แต่อย่างไรก็ดี การซื้อขายข้าวก็ยังขึ้นอยู่กับราคาข้าว โดยปัจจุบันราคาข้าวไทยมีการปรับขึ้นมา เฉลี่ยอยู่ที่ 415 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนข้าวเวียดนามอยู่ที่ 360 เหรียญสหรัฐต่อตัน อินเดียอยู่ที่ 350 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปากีสถานอยู่ที่ 355 เหรียญต่อตัน ขณะที่ข้าวหอมมะลิเฉลี่ยอยู่ที่ 1,200-1,300 เหรียญสหรัฐต่อตัน รวมไปถึงข้าวนึ่งและข้าวเหนียวด้วย ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการขายข้าวไทยจะลำบากขึ้น เนื่องจากว่าราคาสูงกว่าคู่แข่ง พร้อมกันนี้ก็ยังคงต้องจับตาคู่แข่งอย่างอินเดีย ที่จะมีการระบายเข้าในสต๊อก รวมไปถึงข้าวเวียดนามที่มีการแข่งขันที่สูงขึ้น อีกทั้งราคาข้าวยังถูกกว่าข้าวไทย