มากุโระปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ ออกเมนูราคาจับต้องได้เริ่ม 129 บาท จับตลาดแมส-คนเมือง เพิ่มความถี่ลูกค้า ตอบโจทย์ความคุ้มค่าช่วงกำลังซื้ออ่อนแรง-ต้นทุนผันผวน
นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและกำลังซื้อผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง ธุรกิจร้านอาหารในไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวนจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ราคาพลังงานและค่าขนส่งที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และแบรนด์ใหม่ที่เร่งทำโปรโมชั่นดึงลูกค้า ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากขึ้น

ในบริบทดังกล่าวบริษัทปรับกลยุทธ์ธุรกิจครั้งสำคัญ โดยหันมาโฟกัสตลาด “Trendy Mass” เจาะกลุ่มคนเมือง วัยทำงาน และคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่ยังมีกำลังซื้อแต่ระมัดระวังการใช้จ่าย ผ่านการพัฒนาเมนูราคาจับต้องได้ในหลายแบรนด์ เพื่อเพิ่มความถี่ในการใช้บริการ และขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น
ควบคู่กับการเปิดแบรนด์ใหม่และขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง อาทิ “IPPE KOPPE” ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น และ “BINCHO” ร้านอาหารย่างถ่านญี่ปุ่น เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์การกินนอกบ้านที่ยังเติบโตในกลุ่มคนเมือง

“ภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากปัจจัยรอบด้าน ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ยังคงมองหาสินค้าที่คุ้มค่า บริษัทจึงปรับกลยุทธ์สู่เมนูที่สามารถรับประทานได้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ในราคาที่เข้าถึงง่าย เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มความถี่ในการกลับมาใช้บริการ”
นายจักรกฤติเปิดเผยว่า กลยุทธ์หลักอยู่ที่การ “ลดระดับราคา แต่ไม่ลดคุณภาพ” โดยแบรนด์เรือธงอย่าง MAGURO ร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมี่ยม ได้ออกเมนูชุดใหม่ เช่น “Irodori Kaiseki” ราคาเริ่มต้น 280 บาท ซึ่งถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งด้านรสชาติ ความคุ้มค่า และการนำเสนอที่สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคโซเชี่ยล
ขณะที่แบรนด์อื่นในเครือเร่งออกเมนูใหม่ในระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น เช่น กลุ่มเมนูเริ่มต้น 129–190 บาท เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้บริการได้บ่อยขึ้น จากเดิมที่ร้านอาหารพรีเมี่ยมมักถูกจำกัดอยู่ในโอกาสพิเศษ

ด้านการขยายธุรกิจ บริษัทเดินหน้าเปิดแบรนด์ใหม่ “IPPE KOPPE” เจาะตลาดแกงกะหรี่ญี่ปุ่นระดับแมส ราคาเริ่มต้น 169 บาท และ “BINCHO” ร้านอาหารย่างถ่านญี่ปุ่น ราคาเริ่มต้น 190 บาท สะท้อนการปรับพอร์ตสู่เซ็กเมนต์ที่กว้างขึ้น

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมร้านอาหารยังคงมีแนวโน้มแข่งขันสูง โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารญี่ปุ่นที่มีผู้เล่นจำนวนมาก ตั้งแต่เชนขนาดใหญ่ไปจนถึงร้านเฉพาะทาง ขณะที่ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านโลจิสติกส์และค่าเงิน ทำให้ผู้ประกอบการต้องบริหารทั้ง “ราคา คุณภาพ และประสบการณ์” ไปพร้อมกัน
นายจักรกฤติประเมินว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโตกว่า 30% พร้อมแผนขยายสาขาเพิ่มมากกว่า 20 แห่ง รวมเป็นกว่า 73 สาขาภายในสิ้นปี
“ผู้บริโภคยังพร้อมใช้จ่ายหากเห็นความคุ้มค่าที่ชัดเจน การปรับตัวครั้งนี้จึงเป็นทั้งการรักษาฐานลูกค้าเดิม และขยายไปสู่กลุ่มใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว”