คำเตือนจาก “เจฟฟ์ เบซอส”

เจฟฟ์ เบซอส
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : สันติ จิรพรพนิต

ไม่ฟังคงไม่ได้เมื่อที่สุดของนักการเงินในประเทศออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2566 ไม่ว่าจะเป็น “ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังนิ่งนอนใจไม่ได้เพราะมีตัวแปรสำคัญ ๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ ย่ำแย่ลง นั่นคือเศรษฐกิจโลก ที่มีสัญญาณเงินเฟ้อยังแรงต่อเนื่องและอยู่ยาวทำให้ทุกอย่างชะลอตัวมากกว่าที่คาด

เช่นเดียวกับ 3 นายแบงก์ใหญ่ทั้ง “ชาติศิริ โสภณพนิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) “ผยง ศรีวนิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย และ “ปิติ ตัณฑเกษม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) แสดงความเห็นในทิศทางใกล้เคียงกันว่าปี 2566 ยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลก

กลุ่มนายแบงก์มองว่าที่น่ากังวลคือเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่การฟื้นตัวไม่ทั่วถึง สถานการณ์การส่งออกชะลอตัว จากความกังวลเศรษฐกิจคู่ค้าเข้าสู่ภาวะถดถอย

รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อ และภาระต้นทุนที่สูงขึ้นจากดอกเบี้ย ทำให้กลุ่มเปราะบางที่มีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย หรือกลุ่มลูกค้ารายย่อยและผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ต้องดูแลอย่างเร่งด่วน

พร้อมกับมองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอย ส่งผลต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยชะลอตัว รวมถึงปัจจัยค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อ ยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหารุนแรง ยิ่งหากมองแนวโน้มดอกเบี้ยไทยที่ทะยานขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ประชาชนต้องมีภาระเพิ่มขึ้นทั้งการผ่อนบ้าน หรืออื่น ๆ

ที่ยิ่งสร้างความปั่นป่วนมากขึ้นไม่พ้นการออกมาเตือนของ “เจฟฟ์ เบซอส” ผู้ก่อตั้ง Amazon.com อดีตมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกในปี 2564 ก่อนที่ปีนี้จะโดน“อีลอน มัสก์” เจ้าพ่อเทสลาแย่งเก้าอี้ ที่ระบุว่าเศรษฐกิจโลกกำลังถดถอยหนัก เกือบทุกธุรกิจชะลอตัวและหลายเซ็กเตอร์กำลังปลดพนักงาน โดยเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น Amazon หรือ Meta เลิกจ้างเป็นว่าเล่น

ถึงขนาดระบุว่าต้องรัดเข็มขัดกันได้แล้ว เพราะปี 2566 จะแย่ยิ่งกว่าปีนี้ พร้อมแนะให้ถือเงินสดมากที่สุดเพราะสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่แน่นอน “เจฟฟ์ เบซอส” ไม่ได้ออกมาเตือนเพียงชาวอเมริกันเท่านั้น แต่น่าจะส่งสัญญาณไปทั่วโลก

ขณะที่ไทยเองเริ่มมีสัญญาณเชิงลบจากตัวเลขส่งออกเตือน ต.ค.ที่ติดลบ 4.4% ครั้งแรกในรอบ 20 เดือน จากภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มมีปัญหา รวมถึงสินค้าสำคัญของไทย ทั้งเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร และอุตสาหกรรม ติดลบทั้งหมดมาจากเศรษฐกิจจีน ผู้นำเข้ารายใหญ่ชะลอตัวอย่างมาก และยังมีปัญหาเรื่องมาตรการโควิดเป็นศูนย์ จนเกิดประท้วงทั่วประเทศ

ที่น่าห่วงในระยะยาวคือยอดส่งออกเดือน ต.ค. ตลาดหลัก ๆ ติดลบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา -0.9%, จีน -8.5%, ญี่ปุ่น -3.1% และสหภาพยุโรป -9.8% ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องจับตาตัวเลขอีก 2 เดือนที่เหลือว่าจะออกมารูปแบบไหน ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลไปถึงไตรมาสแรกของปี 2566 ด้วย

การปรับลงอย่างเห็นได้ชัดของตลาดต่างประเทศไม่เพียงส่งผลถึงการส่งออกเท่านั้น หากแต่การท่องเที่ยวที่ถือเป็นอีกเสาหลักรายได้ของไทยในปีหน้า อาจได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย การท่องเที่ยวจึงต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 20 ล้านคนในปี 2566

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนสำคัญ ทั้งภาครัฐ เอกชน และชาวบ้านทั่วไป เตรียมรับมือเศรษฐกิจปีหน้าให้ดี