Skip to content

เบี้ยผู้สูงอายุต้องชัดเจน

16 ส.ค. 2566 | 19:43น.
เบี้ยผู้สูงอายุต้องชัดเจน
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2566 ได้ประกาศ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 โดยระเบียบฉบับนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่ หมวด 1 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิจะได้รับเบี้ยยังชีพ ข้อ 6 (4) “เป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด”

ข้อความในข้อ 6 (4) ข้างต้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสำคัญในการได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากเดิมที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2552 กับระเบียบกระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2561 ที่ว่า

“ไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ ผู้รับเงินบำนาญ เบี้ยหวัด บำนาญพิเศษ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ หรือ ผู้ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน รายได้ประจำ”

โดยการรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 2566 จะจ่ายรายเดือนแบบขั้นบันไดด้วยการโอนเงินให้ทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน ผู้สูงอายุ อายุ 60-69 ปี จะได้รับเงิน 600 บาท, ผู้สูงอายุ อายุ 70-79 ปี จะได้รับ 700 บาท, ผู้สูงอายุ อายุ 80-89 ปี จะได้รับ 800 บาท และผู้สูงอายุ อายุ 90 ปีขึ้นไป จะได้รับ 1,000 บาท จากปัจจุบันมีผู้สูงอายุรับเบี้ยยังชีพจำนวน 11 ล้านคน ในจำนวนนี้ 7.1 ล้านคน มีอายุระหว่าง 60-69 ปี หรือคิดเป็น 56% ของจำนวนผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพอยู่

หลังระเบียบหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพฉบับใหม่ออกมาก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาทันทีในข้อที่ว่า จากเดิมที่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ทุกคนจะได้รับเบี้ยยังชีพ (600 บาท) แบบจ่ายถ้วนหน้า ก็จะปรับเปลี่ยนมาเป็นการจ่ายเบี้ยยังชีพที่ต้องผ่านการพิสูจน์ความจนตามนิยามที่ว่า

ผู้สูงอายุจะต้อง “เป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพเสียก่อน” ซึ่งนิยามดังกล่าวในรายละเอียดจะถูกกำหนดโดย คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุต่อไป

นั่นหมายความว่า ต่อจากนี้ ผู้สูงอายุสัญชาติไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งจะได้รับ “สิทธิโดยชอบตามกฎหมาย” จะไม่ได้รับเบี้ยยังชีพ หากไม่ผ่านเกณฑ์เป็นผู้ไม่มีรายได้หรือรายได้ไม่เพียงพอของคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติที่จะออกตามมา ทั้งที่ก่อนหน้าระเบียบฉบับนี้ ผู้สูงอายุสัญชาติไทย “ทุกคน” ได้รับสิทธิโดยไม่มีการพิสูจน์

การเปลี่ยนแปลงการรับเบี้ยผู้สูงอายุครั้งนี้สมควรจักต้องได้รับคำอธิบายจากรัฐบาล เพื่อให้กระจ่างชัดในเรื่องของการไม่มีเงินงบประมาณจ่าย จากเดิมที่ใช้วงเงินประมาณ 50,000 ล้านบาท ต่อมาขยับขึ้นมาเป็น 90,000 ล้านบาท ในปี 2567 ทั้ง ๆ ที่อัตราเบี้ยยังชีพที่ได้รับในแต่ละเดือนก็ต่ำอยู่แล้ว