คอลัมน์ : SD Talk สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย
การเงินที่ยั่งยืนคือการลงทุนที่มอบคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล และมูลค่าทางเม็ดเงินจากการประกอบธุรกิจ สร้างผลตอบแทนในระยะยาว และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลก เนื่องจากภาคการเงินคือตัวกลางในการจัดสรรเงินทุนในระบบ ดังนั้น การเงินที่ยั่งยืนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงในระยะยาว
ในระดับโลก หลายประเทศในทวีปยุโรปคือต้นแบบให้ภูมิภาคอื่น ๆ ปรับตัวตาม โดยมีการกำหนดนโยบายและเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งสร้างกลไกสนับสนุนผ่านเงินอุดหนุนต่าง ๆ จัดเก็บภาษีเพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการทำธุรกิจ
ทั้งนี้ ผู้บริโภคและนักลงทุนชาวยุโรปเองก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ จึงเกิดความต้องการลงทุนในธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างเป็นองคาพยพ นอกจากนี้ ยังมีการรวมกลุ่มกันสร้างข้อผูกมัดในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ ถ้าธุรกิจใดดำเนินการโดยปราศจากการคำนึงถึงความยั่งยืน ธุรกิจนั้นก็จะหาแหล่งเงินทุนได้ยากขึ้น
ในระดับธุรกิจ ตำแหน่งที่มีบทบาทสำคัญต่อ Sustainable Finance คือ CFO ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในการนำเงินบริษัทมาลงทุนให้เป็นรูปธรรม ปัจจุบัน CFO จากหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ในบ้านเราได้เปลี่ยนบทบาทการทำงานมาจาก Chief Finance Officer มาเป็น Chief of Sustainability
นำปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลมาบริหารการลงทุน เพื่อสร้างโอกาสให้กับธุรกิจ เป็นผู้ที่กำหนดทิศทางการลงทุนผ่านการคำนวณมูลค่าทางเม็ดเงิน และคุณค่าทางสังคม รวมทั้งคำนึงถึงการรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีไว้ให้กับคนรุ่นถัดไปด้วย
สำหรับประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดทิศทางและกรอบการดำเนินงานด้านการเงินที่ยั่งยืนของภาคการเงินไทย ภายใต้ Sustainable Finance Initiatives for Thailand โดยได้ออกมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (taxonomy) เพื่อช่วยกำหนดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และสอดคล้องกับบริบทของไทย
โดยเฉพาะการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านภายในกรอบเวลาที่เหมาะสม ภาคการเงิน ภาครัฐ และภาคเอกชนนำ taxonomy ไปใช้อ้างอิงในกระบวนการทำงาน และดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
โดยสถาบันการเงินสามารถนำไปใช้ออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ กระบวนการประเมินความเสี่ยง และการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ภาครัฐ และผู้กำกับดูแลสามารถออกแบบมาตรการจูงใจด้านสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มประเภทธุรกิจ และภาคเอกชนสามารถใช้ประเมินสถานะความพร้อม และวางแผนในการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมของตนเองอย่างเหมาะสม
โดยมีแนวคิดที่จะจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจในรูปแบบ principle-based taxonomy ซึ่งในระยะแรกจะมุ่งเน้นวัตถุประสงค์ทางด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change mitigation) โดยพิจารณาเงื่อนไขและตัวชี้วัดที่มีความโปร่งใส สอดคล้องกับสถานะแรกเริ่มและความเป็นไปได้ในการปรับตัวของภาคธุรกิจไทย ทั้งมิติของจังหวะเวลาและความเร็ว และลดปัญหา greenwashing ที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
เมื่อหันมาดูธนาคารพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย หนึ่งในสถาบันการเงินของเมืองไทย ที่มีแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้เป็นดีเอ็นเอของธนาคาร ได้กำหนดนโยบายด้านความยั่งยืนในการบริหารงานทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายด้านสินเชื่อและการลงทุน ที่เน้นการสนับสนุนภาคธุรกิจให้ดำเนินงานอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ด้าน ESG เพื่อให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน
การลงทุนเพื่อความยั่งยืนจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำประเด็นเสี่ยงด้าน ESG มาเป็นปัจจัยในการพิจารณาสินเชื่อ ดังตัวอย่างจากกสิกรไทยที่ตั้งเป้าในการปล่อยสินเชื่อและลงทุนเพื่อความยั่งยืนให้ได้ 2 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 นั้น ทุกสินเชื่อโครงการ และเครดิตเชิงพาณิชย์ของลูกค้าขนาดกลางขึ้นไป
รวมถึงการลงทุนในตราสารหนี้ต่าง ๆ ที่มีข้อกำหนดว่าต้องเข้าสู่กระบวนการประเมินความเสี่ยง ESG อย่างครบถ้วน โดยกำหนดประเภทของสินเชื่อที่ธนาคารจะไม่สนับสนุน (exclusion list) และกำหนดแนวปฏิบัติในการพิจารณาสินเชื่อสำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะ (sector-specific guidelines)
รวมทั้งมีมาตรการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมแก่กลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้มั่นใจว่าสินเชื่อที่ธนาคารสนับสนุนจะได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
ในวันที่โลกต้องการการเยียวยา การพัฒนาแบบยั่งยืนนั้นเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ ภาคเอกชนทุกภาคส่วนต้องปรับตัว องค์กรใดมีความพร้อมย่อมเดินหน้าไปก่อน ส่วนภาครัฐ หากจะขับเคลื่อนประเทศไทยไปในทิศทางเดียวกัน ต้องกำหนดแรงจูงใจ และมาตรการทางกฎหมายให้ชัดเจน เมื่อนั้นแรงผลักดันในการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนจะเห็นภาพชัดและนำไปสู่หนทางของการทำได้จริง