มหา’ลัยไม่ตอบโจทย์
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : สาโรจน์ มณีรัตน์
จริง ๆ ผมเขียนถึงบ่อยมากว่า ทุกวันนี้หลักสูตร หรือสาขามหา’ลัยของรัฐ ไม่ตอบโจทย์ผู้เรียนเท่าไหร่นัก จึงทำให้นิสิต นักศึกษาที่จบออกมา 2-3 แสนคนในแต่ละปี ไม่ค่อยมีงานทำ เพราะหลักสูตร หรือสาขาที่เขาจบ ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
ยิ่งเมื่อมาเจอมหันตภัยไวรัสร้ายเมื่อ 2 ปีผ่านมาด้วย
ตลาดแรงงานยิ่งต้องปรับตัว บางองค์กรต้องปรับขนาดให้เล็กลง หรือยุบแผนกที่ไม่ทำกำไร โดยหันไปจ้างเอาต์ซอร์ซแทน ขณะที่อีกหลายองค์กรต้องเปิดโครงการ “จำใจจาก” เพราะถ้าขืนปล่อยให้ธุรกิจดำเนินต่อไปเช่นนี้ อาจทำให้เกิดภาวะ “ตายหมู่” ในสักวัน
ขณะที่บางองค์กรหันสร้าง “ธุรกิจใหม่” โดยจ้าง “พนักงานรุ่นใหม่” ที่มีหัวคิด มีสมองอันทันสมัย และมองเห็นว่าธุรกิจที่จะเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้าคือ “ดาวฤกษ์” ที่จะมาทดแทนธุรกิจดั้งเดิม ที่นับวันจะค่อย ๆ “อับแสง” ลงเรื่อย ๆ
การจ้างบุคลากรรุ่นใหม่ ไม่เพียงจะเกี่ยวเนื่อง และเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งระบบ หากพวกเขายังถูกจ้างในอัตราที่ค่อนข้างสูงเสียด้วย
ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?
คำตอบง่าย ๆ คือบุคลากรที่จบทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมีอยู่เพียง 5-6 พันคน/ปี จากจำนวนความต้องการแรงงานทางด้านดิจิทัลประมาณปีละ 20,000-30,000 คน ถ้าหากนับความต้องการของตลาดทั่วโลกที่มีความต้องการแรงงานทางด้านดิจิทัลประมาณปีละ 2 ล้านคน
ผมจึงอยากตั้งคำถามว่า มหา’ลัยของไทยมัวทำอะไรกันอยู่ ?
และผมไม่อยากให้มองแค่เฉพาะตลาดในประเทศไทยเท่านั้น เราควรมองไปถึงตลาดต่างประเทศด้วย เพราะอย่าลืมว่าทุกวันนี้โลกพลวัตเข้าหากันหมดแล้ว หากการศึกษามัวแต่ย่ำเท้าอยู่กับที่ นิสิต นักศึกษาของเราคงตกงานอีกเรื่อย ๆ
ถามต่อว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ?
คงต้องถามกลับไปที่กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ว่าจะเอาอย่างไร ? จะแก้ปัญหาจริงหรือเปล่า ? และกล้ายอมผ่าตัด, ยุบบางหลักสูตร บางสาขา ที่บางมหา’ลัยไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานได้ไหมล่ะ ?
ถ้าได้…คงต้องลงมาดูรายละเอียดอีกครั้งว่า คณะใด ? มหาวิทยาลัยใด ที่ดำรงตนเป็นเต่าพันปีอยู่อย่างนี้ ?
จริง ๆ แล้ว คงต้องมองไปถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยว่า…เราจะปล่อยให้มีแค่แผนกวิทย์-คณิต, ศิลป์-คณิต, ศิลป์-ภาษา และอื่น ๆ เพื่อหวังเพียงสอบเข้ามหา’ลัยของรัฐเท่านั้นหรือ ? ทำไมถึงไม่แตกแขนงบางแผนกให้มากกว่านี้ เพื่อพวกเขาจะได้ไม่ต้องไปสาละวนอยู่กับคณะยอดฮิต มหา’ลัยท็อปเทน ตามที่ “ครูแนะแนว” แนะนำ
หรือบางครอบครัวที่ยังยึดติดอยู่กับ “ค่านิยม” เก่า ๆ
ผมถึงเชื่ออยู่เสมอว่า…ทุกวันนี้มหา’ลัยของรัฐผลิตบัณฑิตไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ทั้ง ๆ ที่ตลอด 4 ปีของการศึกษาในระบบไม่สามารถช่วยเพิ่มทักษะให้กับบัณฑิตเหล่านั้นเลย พอมาฝึกงาน ทดลองงาน ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ทำอะไรก็ไม่เป็น ที่สุดจึงสร้างความสูญเสียให้กับ “พี่เลี้ยง” และองค์กรนั้น ๆ
ลองเปลี่ยนเป็นการเรียนเฉพาะทาง
ในวิชาที่ชอบ อาจเป็นหลักสูตรระยะสั้น ๆ เพียงเพื่อหวังว่าพอพวกเขาจบออกมาสามารถทำงานได้ทันที หรือนำวิชาความรู้เหล่านี้ไปต่อยอดเพื่อสร้างธุรกิจของตัวเอง หรือรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ที่ชอบในเรื่องเดียวกัน ไปสร้างธุรกิจใหม่ที่แตกต่างจากธุรกิจเดิม ๆ ผมว่าเหตุผลนี้…ดีกว่าไหม
โดยให้แบงก์พาณิชย์เข้ามาช่วยสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อให้กับพวกเขาด้วย ซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่แบงก์พาณิชย์หลายแห่งสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อสีเขียว ให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจทำธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
ผมฟังแล้วก็อดนิยมชมชอบไม่ได้
เพราะนอกจากจะปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ ยังทำท่าแสดงถึงความจริงใจต่อผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่หันมาทำธุรกิจที่โลกกำลังเดินทางนี้กันหมดแล้ว ทีนี้ก็เหลือแต่ว่า “ผู้ผลิต” คือมหา’ลัยของรัฐเท่านั้นล่ะ ว่า…จะหล่อหลอมพวกเขาออกมาอย่างไร ?
เพราะท้ายที่สุดของความเป็นจริงในอนาคต เราไม่จำเป็นอีกแล้วที่จะต้องเรียนจบจากคณะนี้ มหา’ลัยนี้ เพื่อนำใบปริญญาไปติดข้างฝา แต่ควรคิดในเชิงความคุ้มค่าต่อการบริหารจัดการมหา’ลัย ซึ่งมีพื้นที่เกินความจำเป็น วิทยาเขตที่มากมาย ว่าควรจะลดขนาดองค์กรให้เล็กลงได้แล้ว
เปลี่ยนเป็นการเรียนคอร์สสั้น ๆ หรือเรียนออนไลน์แทน เพื่อจะได้นำพื้นที่ส่วนที่เหลือไปพัฒนาเชิงพาณิชย์ จะได้มีเงินมาจ้างทีมคณาจารย์เก่ง ๆ เพื่อผลิต “คน” คุณภาพออกไปรับใช้ตลาด
รีบ ๆ ทำเสียทีเถอะครับ ?