คอลัมน์ : นั่งคุยกับห้องค้า ผู้เขียน : กฤติกา บุญสร้าง, กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ธนาคารกสิกรไทย
ปัจจุบันเงินเฟ้อยังคงเป็นความกังวลหลักของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แม้เงินเฟ้อสหรัฐ ล่าสุดจะชะลอลงมาก และต่ำกว่าคาดการณ์ แต่ด้วยมุมมองต่อเงินเฟ้อในอนาคตยังคงอยู่ในระดับสูง และเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังคงอยู่ในฝั่งขยายตัว แม้จะชะลอลง ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า อาจเกิดภาวะ “stagflation” คือ ภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตพร้อมกับเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง
ประกอบกับแรงกดดันจากการปรับลดกำลังการผลิตครั้งใหญ่ของโอเปกพลัสที่ 1.66 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 1.6% ของอุปสงค์ทั้งหมดในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2022 ทำให้ความกังวลว่าเงินเฟ้อจะปะทุขึ้นมาอีกรอบ จากปัจจัยราคาน้ำมันยังไม่หมดไป
อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมมอง ความกังวลต่อ “recession” หรือ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” อาจมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่า เมื่อพิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอลงในปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว แม้จะมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ท่ามกลางนโยบายการเงินทั่วโลกที่อยู่ในฝั่งตึงตัว นำโดยการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ทำให้เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวจากวิกฤตโควิดได้รับแรงกดดัน
นอกจากนี้ การล้มของธนาคารหลายแห่งทั้งในสหรัฐและยุโรป เริ่มส่ง “สัญญาณร้าย” ต่อระบบเศรษฐกิจ และทำให้ความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก การเข้าถึงเงินทุนเป็นไปได้ยากขึ้น ท่ามกลางต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น ในภาวะการเงินตึงตัว โดยไม่มีการส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าจากเฟดแต่อย่างใด อีกทั้ง 1 อาทิตย์ก่อนการล้มของธนาคารเอสวีบี นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ยังคงแถลงอย่างเชื่อมั่นต่อสภาคองเกรสถึงเศรษฐกิจที่ยังคงดี และเปิดโอกาสสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยถึง 50 bps
หลังการล้มของธนาคารหลายแห่งในสหรัฐ เฟดกลับดำเนินนโยบายที่ขัดแย้งกันเอง โดยยังขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก 25 bps พร้อมคงมาตรการลดงบดุล โดยการดูดเงินกลับ (QT) 9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน แต่ในอีกด้าน เฟดปล่อยกู้ให้ภาคธนาคาร รวมถึงขยายระยะเวลาชำระหนี้ ทำให้งบดุลของเฟดขยายเพิ่มขึ้น 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์หลังการล้มของเอสวีบีทำให้ความพยายามลดงบดุลของเฟดในช่วง 4 เดือนกว่าที่ผ่านมาไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
แน่นอนว่าวิกฤตจะไม่เกิด หากเราตระหนักถึงจุดเริ่มต้นของวิกฤตก่อน แต่เรามักตระหนักต่อวิกฤต หลังจากที่มันเกิดขึ้นแล้ว และ “วิกฤตส่วนมาก มักถูกประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง” เสมอ