ดอลลาร์อ่อนค่า หลังพาวเวลล์ส่งสัญญาณเฟดจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก

dollar

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าหลังจากนายเจอโรม พาวเวลล์ ส่งสัญญาณว่าเฟดจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก

วันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/5) ที่ระดับ 36.53/54 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (14/5) ที่ระดับ 36.66/67 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเทียบเงินสกุลหลัก หลังจากนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวในการประชุมประจำปีของสมาคมธนาคารต่างชาติที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อวานนี้ว่าเขาไม่คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก แม้ตัวเลขเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงกว่าคาดก็ตาม

พร้อมกับกล่าวว่าเงินเฟ้อยังคงปรับตัวลงล่าช้ากว่าที่คาด ซึ่งจะทำให้เฟดต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ทั่วไป ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.2% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 1.8% ในเดือน มี.ค.

ส่วนเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PPI ทั่วไปปรับตัวขึ้น 0.5% ในเดือน เม.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% หลังจากปรับตัวลง 0.1% ในเดือน มี.ค. ดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น .4% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 2.1% ในเดือน มี.ค.

Advertisment

อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PPI พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.5% ในดือน เม.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.2% ในเดือน มี.ค. โดยคืนนี้ตลาดจับตาดูดัชนีผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดการณ์ทรงตัวที่ 0.4% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ส่วนเมื่อเทียบรายปีคาดการณ์ปรับตัวลดลงที่ 3.4% เมื่อเทียบปีก่อนหน้าและดัชนี CPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดการณ์ปรับตัวลดลงอยู่ที่ 0.3% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-12 พ.ค. 2567 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยประมาณ 13,157,997 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 631,249 ล้านบาท

โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน จำนวน 2,583,844 คน มาเลเซีย จำนวน 1,710,560 คน รัสเซีย จำนวน 805,026 คน เกาหลีใต้จำนวน 731,915 คน และอินเดีย จำนวน 722,195 คน สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติชาวเวียดนามเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว โดยเพิ่มขึ้น 67.02% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวเวียดนามขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 4 จากเดิมในอันดับที่ 9

ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวตลาดอื่น ๆ ในเกือบทุกกลุ่มยังคงมีจำนวนลดลง จากการอยู่ในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low season) โดยนักท่องเที่ยวทั้งกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) และกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 19.50% และ 9.70% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐฐาล ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย

Advertisment

อาทิ การลงนามยกเว้นวีซ่าระหว่างไทย-จีน ที่มีผลช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางและกระตุ้นให้สายการบิน เพิ่มจำนวนเที่ยวบิน รวมทั้งการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง หรือวีซ่าฟรี ให้แก่นักท่องเที่ยวอินเดีย ไต้หวัน และคาซักสถาน โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 36.50-36.57 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 36.52/53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/5) ที่ระดับ 1.0817/18 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (14/5) ที่ระดับ 1.0792/93 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ตามการค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0817-1.0827 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0826/27 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/5) ที่ระดับ 156.34/35 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (14/5) ที่ 156.36/37 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แนะนำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก โดยดำเนินการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป หลังจากที่ BOJ ได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปีในการประชุมเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

โดยคณะกรรมการ BOJ ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นสู่ระดับ 0 ถึง 0.1% จากระดับ -0.1% และประกาศยุตินโยบายควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี โดยที่ผ่านมา BOJ ได้ใช้นโยบายควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนเพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวผ่านการซื้อและขายพันธบัตรดังกล่าว

นอกจากนี้ BOJ ได้ประกาศยุติการซื้อกองทุน ETF และ J-REITS ซึ่งเป็นกองทุนทรัสต์เพื่อลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ของญี่ปุ่น และจะค่อย ๆ ปรับลดการซื้อตราสารหนี้เอกชน โดยวางแผนว่าจะยุติการซื้อตราสารหนี้เอกชนภายในระยะเวลา 1 ปี อย่างไรก็ดี BOJ จะยังคงเข้าซื้อพันธบัตรของรัฐบาลญี่ปุ่นในวงเงินเท่ากับในช่วงที่ผ่านมา

การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า BOJ ได้ตัดสินใจถอนนโยบายการซื้อสินทรัพย์และการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ซึ่งดำเนินการมาเป็นเวลานานหลายสิบปี ซึ่งนโยบายเหล่านี้มีเป้าหมายที่จะพยุงเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้รอดพ้นจากภาวะเงินฝืด โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 155.72-156.34 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 155.76/77 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐเดือน เม.ย.(15/5), ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ของสหรัฐเดือน เม.ย. (15/5), ดัชนียอดขายปลีก (Retail Sales) ของสหรัฐเดือน เม.ย. (15/5), ดัชนียอดขายปลีกพื้นฐาน (Core Retail Sales) ของสหรัฐเดือน เม.ย. (15/5), ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นเดือน เม.ย. (16/5), จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงาน (Initial Jobless Claims) ของสหรัฐ (16/5),

ดัชนีภาคการผลิตจากธนาคารกลางรัฐฟิลาเดลเฟีย เดือน พ.ค. (16/5), ราคานำเข้าและส่งออกของสหรัฐเดือน เม.ย. (16/5), การผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐ เดือน เม.ย. (16/5), ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือน เม.ย.จาก Conference Board (16/5) ของยูโรโซนเดือน เม.ย. (17/5), ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนเดือน เม.ย. (17/5), ยอดค้าปลีกของจีนเดือน เม.ย. (17/5) และอัตราว่างงานของจีนเดือน เม.ย. (17/5)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.25/-9.00 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -8.60/-8.75 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ