Skip to content

สรท. มั่นใจ ส่งออกไทยปี 2565 ฝ่ามรสุมโต 8%

04 ต.ค. 2565 | 13:11น.
สรท. มั่นใจ ส่งออกไทยปี 2565 ฝ่ามรสุมโต 8%

สรท.ยังมั่นใจไทยส่งออกทั้งปี 2565 โต 8% หวัง 4 เดือนจากนี้ ต้องส่งออกให้ได้เดือนละ 24,105 ล้านเหรียญสหรัฐ ชี้ส่งออกภาคเกษตร อุตสาหกรรมขยายตัวดี

วันที่ 4 ตุลาคม 2565 นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท. คาดการณ์การส่งออกรวมปี 2565 ทั้งปีที่ 7-8% โดยมีปัจจัยจากการเติบโตภาคการผลิต และความต้องการสินค้ายังมีต่อเนื่อง และสินค้าของไทยยังคงการส่งออกขยายตัว เช่น เกษตรและอาหาร อาทิ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย ภาคอุตสาหกรรม อาทิ

เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยังส่งผลให้ภาพการส่งออกโดยรวมของไทยขยายตัวไปได้ดี และหากการส่งออกของไทยทั้งปีขยายตัว 7% หรือมีมูลค่า 290,159 ล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกจากนี้ 4 เดือนไทยจะต้องส่งออกเฉลี่ย 23,427 ล้านเหรียญสหรัฐ และหากจะส่งออกให้ได้ 8% หรือมีมูลค่า 292,867 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งออกเฉลี่ย 4 เดือนจากนี้จะต้อง 24,105 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญในปี 2565 ที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1) สถานการณ์อัตราเงินเฟ้อของประเทศคู่ค้าสำคัญทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำเนินนโยบายทางการเงินแบบเข้มงวดด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรวดเร็ว

เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้

1.1) เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกามีความเสี่ยงต่อการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ ก่อให้เกิดความกังวลต่อนักลงทุนและคู่ค้ากับสหรัฐ

1.2) อัตราผลตอบแทนในการถือเงินดอลลาร์สูงขึ้น อุปสงค์เงินดอลลาร์มากขึ้น ค่าเงินดอลลาร์จึงเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่าอย่างรวดเร็ว และส่งผลต่อเนื่องถึงสกุลเงินอื่น ๆ ทั่วโลก (Currency baskets) ให้ปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในทางกลับกันไทยอาจเสียเปรียบจากการส่งออกไปยังตลาดอื่นที่มีค่าเงินอ่อนค่ากว่า โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคาของไทยลดลง

2) ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง จากสถานการณ์ข้อพิพาทระหว่างยูเครนและรัสเซียที่ยังคงยืดเยื้อ ปริมาณน้ำมันคงคลังของสหรัฐปรับตัวลดลง/ประกอบการปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้า (Ft) ภายในประเทศ ส่งผลต่อเนื่องถึงต้นทุนภาคการผลิตในภาคอุตสาหกรรม และต้นทุนในการดำรงชีวิตภาคครัวเรือน ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก และ

3) ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบขาดแคลนและราคาผันผวน อาทิ เซมิคอนดักเตอร์, เหล็ก, ธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ถั่วเหลือง ข้าวโพด เมล็ดทานตะวัน แป้งสาลี อาหารสัตว์ ปุ๋ย เป็นต้น

ทั้งนี้ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย มีข้อเสนอแนะที่สำคัญประกอบด้วย 1) ควรเร่งส่งออกในช่วงค่าเงินบาทอ่อน แต่ต้องติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงให้เหมาะสม

2) ด้านพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น 2.1) ขอให้ภาครัฐช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศให้อยู่ระดับที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคมากเกินไป 2.2) ขอให้ภาครัฐช่วยพิจารณาควบคุมหรือปรับขึ้นค่าไฟฟ้า (Ft) ทั้งในภาคการผลิตและภาคครัวเรือน แบบค่อยเป็นค่อยไป

3) ขอให้เร่งแก้ไขปัญหากฎระเบียบด้านการถ่ายลำ (Transshipment) เพื่อดึงดูดเรือแม่เข้ามาให้บริการแบบ Direct Call ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการรับส่งสินค้า รวมถึงสามารถบริหารจัดการต้นทุนค่าระวางเรือให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในต่างประเทศได้

สำหรับภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนสิงหาคม 2565 กับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YOY) พบว่า การส่งออกมีมูลค่า 23,632.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 7.5% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 861,169 ล้านบาท ขยายตัว 20.4% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนสิงหาคมขยายตัว 10.1%)

ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 27,848.1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 21.3% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 1,026,654 ล้านบาท ขยายตัว 35.5% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนสิงหาคม 2565 ขาดดุลเท่ากับ 4,215.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 165,485 ล้านบาท

ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนมกราคม-สิงหาคมของปี 2565 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YOY) พบว่า ไทยส่งออกรวมมูลค่า 196,446.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 11% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 6,635,446 ล้านบาท ขยายตัว 21.9% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในช่วงมกราคม-สิงหาคม ขยายตัว 8.5%)

ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 210,578.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 21.4% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 7,218,870 ล้านบาท ขยายตัว 33.4% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนมกราคม-สิงหาคมของปี 2565 ขาดดุลเท่ากับ 14,131.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 583,424 ล้านบาท