เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 700 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,250 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 700 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,250 บาท
‘อนุทิน’ ตั้ง 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ ดึงอดีตปลัด-นักวิชาการนั่งกรรมการ ‘บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์’
Politics ‘อนุทิน’ ตั้ง 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ ดึงอดีตปลัด-นักวิชาการนั่งกรรมการ ‘บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์’
ก.ล.ต.รื้อค่าฟีโบรกฯ ขึ้นเพดานใหม่ ที่ปรึกษาลงทุนเพิ่มจ่ายเท่าตัว เริ่มใช้ 1 ม.ค. 70
Finance ก.ล.ต.รื้อค่าฟีโบรกฯ ขึ้นเพดานใหม่ ที่ปรึกษาลงทุนเพิ่มจ่ายเท่าตัว เริ่มใช้ 1 ม.ค. 70
CardX ขยายให้ผู้ถือบัตรเครดิต-บัตรสินเชื่อ ใช้ Google Pay แตะจ่ายได้ทั่วโลก
Finance CardX ขยายให้ผู้ถือบัตรเครดิต-บัตรสินเชื่อ ใช้ Google Pay แตะจ่ายได้ทั่วโลก
ICS Lifestyle Complex ชวนช็อป ชิม รับความคุ้มกับแคมเปญ “HAPPY REWARDS”
Business ICS Lifestyle Complex ชวนช็อป ชิม รับความคุ้มกับแคมเปญ “HAPPY REWARDS”
ดีอี จ่อฟ้อง “GULF-THCOM” บล.กสิกร กังวลต่อธุรกิจบริการดาวเทียม B2G
Tech ดีอี จ่อฟ้อง “GULF-THCOM” บล.กสิกร กังวลต่อธุรกิจบริการดาวเทียม B2G
กรุงศรี คาดค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ 32.75-33.30 บาท/ดอลลาร์ จับตาเงินเฟ้อสหรัฐ
Finance กรุงศรี คาดค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ 32.75-33.30 บาท/ดอลลาร์ จับตาเงินเฟ้อสหรัฐ
OR เปิดรับสมัคร CEO คนใหม่ จับตาผู้นำทิศทางธุรกิจน้ำมัน-ค้าปลีก สู่ Energy Solution
Economic OR เปิดรับสมัคร CEO คนใหม่ จับตาผู้นำทิศทางธุรกิจน้ำมัน-ค้าปลีก สู่ Energy Solution
เงินเฟ้อ ส.ค.พุ่ง 2.53% จากน้ำมัน-อาหารแพง สนค.จับตา Q4 อาจแตะ 2.7%
Economic เงินเฟ้อ ส.ค.พุ่ง 2.53% จากน้ำมัน-อาหารแพง สนค.จับตา Q4 อาจแตะ 2.7%
หุ้นไทยทะลุ 1,600 จุด DELTA พุ่ง 7% แรงซื้อหุ้นใหญ่ดัน SET ทะยาน
Finance หุ้นไทยทะลุ 1,600 จุด DELTA พุ่ง 7% แรงซื้อหุ้นใหญ่ดัน SET ทะยาน
ดูทั้งหมด

คนไทย 5.5 ล้านคนติดล็อกหนี้เสีย หมดสิทธิกู้-เจนวาย NPL พุ่ง

03 ธ.ค. 2565 | 11:22น.
สุรพล โอภาสเสถียร

เครดิตบูโรเปิดข้อมูล “หนี้ครัวเรือน-หนี้ธุรกิจ” โจทย์ท้าทายยุคดอกเบี้ยขาขึ้น-เศรษฐกิจฟื้นช้า เผยตัวเลขหนี้เสียท่วม 1.09 ล้านล้านบาท คนไทย 5.5 ล้านคนติดกับดัก “หนี้เสีย” หวั่นสินเชื่อช่วยกลุ่มเปราะบางช่วงโควิดของแบงก์รัฐเสี่ยงเป็นหนี้เสียถึง 50%

จี้แบงก์ชาติยกระดับมาตรการ “คลินิกแก้หนี้” เป็น “โรงพยาบาลสนามแก้หนี้” ชี้ผู้ประกอบการจิ๋วน่าเป็นห่วง 5 ธุรกิจค้างจ่ายหนี้เพิ่มขึ้น แม้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นแต่ไม่ทั่วถึง ห่วงกลุ่มเจนวาย วัยทำงานก่อหนี้สะสม-รายได้ไม่พอจ่ายหนี้สัดส่วนเพิ่มขึ้น

5.5 ล้านคนติดล็อก “หนี้เสีย”

นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) หรือเครดิตบูโร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สำหรับตัวเลขหนี้ภาคครัวเรือนไทยปัจจุบันอยู่ที่ 14.7 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 88% ของจีดีพี (16.7 ล้านล้านบาท) แม้ว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนได้ผ่านจุดเลวร้ายระดับ 90% ของจีดีพี

แต่ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 80% ของจีดีพี ยังคงถือว่าอยู่ในระดับอันตราย ซึ่งสอดคล้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องการให้หนี้ครัวเรือนลงมาอยู่ในระดับ 70% ของจีดีพี แต่อาจจะต้องใช้เวลา 7-10 ปี ในการแก้ปัญหา เนื่องจากหนี้ครัวเรือนจะลดลงได้ ประเด็นสำคัญคือเศรษฐกิจต้องขยายตัวเร็ว และหนี้จะต้องโตช้ากว่า

ทั้งนี้ จากฐานข้อมูลของ NCB ที่มีสมาชิกทั้งสถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (น็อนแบงก์) รวมทั้งสิ้น 126 ราย ทางข้อมูลเครดิตแห่งชาติจึงมีฐานข้อมูลหนี้ครัวเรือนอยู่ 13 ล้านล้านบาท ด้วยจำนวนลูกหนี้ 32 ล้านคน

โดยจากข้อมูล ณ ไตรมาส 3/65 พบว่า มีตัวเลขหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) คือค้างชำระเกิน 90 วัน อยู่ที่ 1.09 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8.4% ซึ่งเป็นจำนวนลูกหนี้ประมาณ 5-5.5 ล้านคน ซึ่งคือกลุ่มที่กู้แล้วผ่อนหนี้ไม่ได้ และไม่สามารถกู้เพิ่มได้

“สิ่งที่น่าจับตาคือกลุ่มลูกหนี้ที่ค้างชำระตั้งแต่ 1 เดือน แต่ยังไม่ถึง 3 เดือน ที่เรียกว่าเป็นสินเชื่อจับตาเป็นพิเศษ (SM) คือกลุ่มที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย แต่เกือบเป็นหนี้เสียมีประมาณ 3.1% ดังนั้นหากรวมกับตัวเลขเอ็นพีแอลกับ SM ก็จะเห็นโอกาสหนี้เสียกลายเป็น 11.5%”

โดยข้อมูลของ NCB จะครอบคลุมทั้งแบงก์และน็อนแบงก์ ทำให้ตัวเลขหนี้เสียแตกต่างจากที่ ธปท.ประกาศ ซึ่งเป็นหนี้เสียเฉพาะในส่วนของธนาคารพาณิชย์

จุดเสี่ยงหนี้บริโภค “กับดักหนี้”

นายสุรพลกล่าวว่า หากดูไส้ในหนี้ครัวเรือน 14.7 ล้านล้านบาท โดยประมาณ 28% มาจากหนี้ที่เกิดจากบริโภค กินใช้ เป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน ซึ่งแบงก์ชาติเรียกว่าเป็น “กับดักหนี้” เพราะเป็นการก่อหนี้มาเพื่อการบริโภค เมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น มาเลเซีย หนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่จะเป็นหนี้บ้าน หนี้รถ สำหรับหนี้ที่ไม่มีหลักหรือหนี้เพื่อการบริโภคจะมีประมาณ 10% เท่านั้น

“หนี้ครัวเรือนได้รับการถอดสลักไปแล้ว แต่ถ้าหากเกิด global pandemic อีกรอบ ซึ่งไทยตอนนี้พึ่งพาเครื่องยนต์การท่องเที่ยวตัวเดียว หากหยุดทำงาน เราจะสามารถส่งวัคซีนเศรษฐกิจลงไปได้อย่างไร ขณะที่ทิศทางเศรษฐกิจในปี’66 ภาพรวมยังไม่สดใส แม้ว่าฟื้นตัวแต่ก็มีความพร้อมที่จะไม่สดใสได้ตลอดเวลา ดังนั้นก็จะยิ่งกดดันต่อคุณภาพหนี้ได้ตลอดเวลา”

หวั่นหนี้โควิดแบงก์รัฐเสีย 50%

นายสุรพลกล่าวว่า ผลพวงจากในช่วงที่มีปัญหาการระบาดของโควิด-19 รัฐบาลสนับสนุนให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ได้มีการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนกลุ่มฐานราก โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 1% และชำระหนี้ภายใน 1 ปี วงเงินเฉลี่ยตั้งแต่ 5,000-30,000บาท ทำให้ในช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา กลุ่มฐานรากเป็นหนี้เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก

จากข้อมูลในช่วงที่เกิดโควิด-19 ระยะเวลา 2 ปี 9 เดือน สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมีการปล่อยสินเชื่อไปให้กับกลุ่มฐานรากแล้วกว่า 15 ล้านบัญชี หรือคิดเป็น 5-6 ล้านคน “มีคำถามว่าในจำนวนสินเชื่อส่วนบุคคลที่แบงก์รัฐปล่อยไปช่วงโควิดจะเกิดเป็นหนี้เสียเท่าไร ซึ่งหากดูสินเชื่อจะเริ่มครบกำหนดชำระ 1 ปี ซึ่งจะเริ่มครบปี 2566 ในกลุ่มที่ปล่อยสินเชื่อในช่วงปี 2563-2564

โดยมีการคาดการณ์ว่าจะมีความเสียหายหรือเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ประมาณครึ่งหนึ่ง หรือราว 50% ของสินเชื่อที่ปล่อย หรือกว่าล้านคนจะกลายเป็นหนี้เสีย อย่างไรก็ดี หากเศรษฐกิจสามารถกลับมาได้ ตัวเลขความเสียหายอาจจะไม่ถึง” นายสุรพลกล่าว

รายได้วูบ “แก้หนี้” ติดกับดัก

นายสุรพลสะท้อนว่า แม้ว่าสถาบันการเงินจะพยายามปรับโครงสร้างหนี้ แต่ก็จะเห็นว่าตัวเลขการปรับโครงสร้างหนี้ในช่วง 3-4 ไตรมาสที่่ผ่านมา ค่อนข้างอืด ไม่มีความคืบหน้า สาเหตุเพราะลูกหนี้มีรายได้ไม่พอชำระหนี้ แม้ว่าสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มฟื้น นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มกลับมา แต่เป็นการฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง

“ตัวเลขเอ็นพีแอลไม่ได้ลดลง เพราะปรับโครงสร้างหนี้แล้วก็ยังมีหนี้เสียกลับมา ซึ่งในปีหน้าแนวโน้มเอ็นพีแอลจะยังขยับขึ้นต่อ แต่ไม่ได้พุ่งถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไร เพราะแม้ว่าเศรษฐกิจเริ่มกลับมา ซึ่งคนตัวใหญ่และกลางจะรอด แต่คนตัวเล็กและตัวจิ๋วไม่รอด เพราะเป็นกลุ่มที่แบกหนี้อยู่”

ผู้ประกอบการจิ๋วลำบาก

นายสุรพลกล่าวว่า สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ใช้ข้อมูลของ NCB อ้างอิงในส่วนของหนี้ภาคธุรกิจ โดยผู้ประกอบการรายเล็กยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนอยู่ 2-3 เรื่อง ทั้งต้นทุนค่าไฟฟ้าปี’66 ที่จะปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งคนตัวเล็กจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น หรือราคาด้านพลังงาน แม้จะมีรัฐมาอุดหนุนอยู่ แต่จะเห็นการส่งผ่านไปค่าใช้จ่ายมากขึ้น ภาวะของแพง ค่าแรงถูก จะทำให้คนมีเงินน้อยลง และยังจะเจอต้นทุนจากดอกเบี้ยขาขึ้น

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ทำการศึกษาข้อมูลบัญชี “ลูกหนี้ธุรกิจ” จากฐานข้อมูลสถิติของ NCB จำนวน 1.75 ล้านบัญชี ระบุว่าภาคธุรกิจได้ผ่านช่วงที่แย่ที่สุดจากผลกระทบโควิด-19 แล้ว โดยยอดคงค้างหนี้ธุรกิจที่ค้างชำระเกิน 90 วัน ที่ปรับตัวลงจาก 506,193.52 ล้านบาท ในไตรมาส 3/63 มาอยู่ที่ระดับ 441,319.55 ล้านบาท ในไตรมาส 1/65

5 ธุรกิจค้างจ่ายหนี้เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจขนาดจิ๋วยังเป็นกลุ่มที่เปราะบางต่อการฟื้นตัว โดยกลุ่มธุรกิจไมโคร (วงเงินสินเชื่อ 5-20 ล้านบาท) และซูเปอร์ไมโคร (วงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 5 ล้านบาท) ประสบปัญหามีหนี้ค้างชำระระยะสั้นระหว่าง 1-30 วัน และมากกว่า 30 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/2564

ทั้งนี้ พบว่ากลุ่มธุรกิจไมโคร มีสัดส่วนยอดหนี้ค้างชำระไม่เกิน 90 วัน 18.4% และธุรกิจซูเปอร์ไมโคร มีสัดส่วนยอดหนี้ค้างชำระไม่เกิน 90 วัน 34.8% สวนทางกับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดกลาง ซึ่งมีสัญญาณการฟื้นตัวของคุณภาพหนี้ค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่ช่วงไตรมาส 1/64 ตามอานิสงส์จากการทยอยฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและมาตรการให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ

สำหรับธุรกิจจิ๋วที่ยังมีการฟื้นตัวไม่ชัดเจน ส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจขายส่งและขายปลีก ซ่อมยานยนต์และจักรยาน ก่อสร้าง ภาคการผลิต รวมไปถึงภาคการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า

ลูกหนี้ดีไหลเป็น NPL เพิ่มขึ้น

นายสุรพลกล่าวว่า ในจำนวนหนี้เสีย 1.09 ล้านล้านบาท กลุ่มที่เป็นห่วงที่สุดคือกลุ่มที่เป็นหนี้เสียจากผลกระทบโควิด-19 คือคนที่ชำระหนี้ดีมาโดยตลอดก่อนปี 2562 แต่พอมาเจอสถานการณ์โควิด-19 และมาในปี 2565 กลายเป็นหนี้เอ็นพีแอล ซึ่งกลุ่มนี้มีทิศทางที่เพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะกลุ่มหนี้บุคคลธรรมดาที่ในเดือน ก.ย. 65 มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.2 ล้านคน (4.7 ล้านบัญชี) มูลหนี้ 4 แสนล้านบาท จากเมื่อเดือน ม.ค. 65 มีจำนวนเพียง 1.9 ล้านคน (2.3 ล้านบัญชี) มูลหนี้ 2 แสนล้านบาท

“คนที่เป็นหนี้ 5.5 ล้านคน โดยมีประมาณ 3.2 ล้านคน ที่โดนผลกระทบจากโควิด ไม่ใช่เป็นหนี้เสียเพราะนิสัย ดังนั้นหากเรามีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มนี้ เชื่อว่าจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจและหมุนเวียนเศรษฐกิจให้ดีขึ้น และควรเป็นกลุ่มเป้าหมายอันดับแรกที่จะช่วยเขา เช่น ทัวร์ไกด์ภูเก็ต เป็นต้น เพราะคงไม่สามารถช่วยได้ทุกคน แต่ต้องหาวิธีการทำให้การปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จในเวลา 3-5 วัน

จี้แบงก์ชาติตั้ง รพ.สนามแก้หนี้

นายสุรพลกล่าวว่า แม้ว่า ธปท.จะมีโครงการ “มหกรรมร่วมใจแก้หนี้” แต่จะเห็นว่ายอดลงทะเบียนแก้หนี้มีเพียง 1.5 แสนคน แต่ลูกหนี้ที่มีปัญหามากกว่า 3 ล้านคน ซึ่งสเกลแตกต่างกันค่อนข้างเยอะ ดังนั้น ธปท.ในฐานะตัวกลางประสานงานระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ จะทำให้คนนับล้านเข้าสู่กระบวนการแก้หนี้ได้อย่างไร

“ข้อเสนอของผมคือ 1.ควรจะขยายคลินิกแก้หนี้ ให้เป็น โรงพยาบาลสนามแก้หนี้ ซึ่งปัจจุบันสามารถแก้หนี้เฉพาะหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งมีเพียง 6-7 หมื่นคนเท่านั้น 2.ธปท.จะต้องทำหน้าที่บทบาทตัวกลางในการแก้หนี้ เชื่อว่าจะช่วยให้สามารถแก้หนี้ได้ดีขึ้น เพราะเจ้าหนี้เกรงใจ เพราะตอนนี้ ธปท.แค่ประกาศเชิญชวนให้มาร่วมโครงการ และการเจรจาระหว่างเจ้าหนี้-ลูกหนี้จะต้องเป็นระบบดิจิทัล

3.ควรจัดตั้งศูนย์แก้ไขหนี้ระดับจังหวัด 4.การจัดทำสัญญามาตรฐานกลาง (term sheet) ในการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเหมือนในปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้งที่แก้หนี้จะมีการจัดทำสัญญามาตรฐานกลาง ทั้งตารางการชำระหนี้ ยอดเงินคงเหลือ และรายได้ที่มี เช่น ในปี 2566 ชำระแต่ดอกเบี้ยก่อนได้หรือไม่ และพักเงินต้นไว้ และเงินที่ได้มานำมาตัดชำหนี้ส่วนเงินต้นด้วย”

“กลุ่มลูกหนี้ 3.2 ล้านคน เราควรเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเขาก่อนเลย เพราะเป็นกลุ่มลูกหนี้ดี และมาเสียในปี’65 จากโควิด แต่การจะปรับโครงสร้างหนี้ให้สำเร็จได้ ลูกหนี้จะต้องมีรายได้ก่อน ซึ่ง ธปท.ก็สื่อสารว่าเศรษฐกิจจะสามารถกลับมาเติบโตเทียบเท่าก่อนโควิด-19 ในช่วงปลายปีนี้”

Gen Y ก่อหนี้สะสมฉุดเศรษฐกิจ

นายสุรพลกล่าวว่า ปัจจุบันพบว่าหนี้ครัวเรือนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบุคคล (พีโลน) สินเชื่อรถ สินเชื่อบ้าน รวมถึงบัตรเครดิต ผู้บริโภคกลุ่มเจนวาย (อายุ 25-42 ปี) คือกลุ่มที่เป็นฐานลูกค้าใหญ่ ขณะเดียวกันก็เป็นกลุ่มที่มีปัญหาในการชำระหนี้มากที่สุด และมีแนวโน้มหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของจำนวนบัญชีและวงเงินหนี้

และจากข้อมูลพบว่า ขณะนี้ปัญหาหนี้เสียของกลุ่มเจนวายเริ่มก่อตัวมากขึ้นในสินเชื่อบุคคล ซึ่งเป็นการก่อหนี้เพื่อการบริโภค และกำลังเห็นสัญญาณว่าปัญหาจะลามไปที่สินเชื่อรถ และสินเชื่อบ้านเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มวัยทำงานที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ทำให้รายได้ลดลง อย่างไรก็ตาม กลุ่มเจนวายคือกลุ่มมนุษย์แรงงานที่จะมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ถ้ากลุ่มนี้กลายเป็นหนี้เสียก็จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น

“กลุ่มลูกหนี้เจนวาย เป็นกลุ่มที่มีการก่อหนี้ตลอดเวลา และมีการก่อหนี้สะสมมาโดยตลอด และภายหลังจากเกิดปัญหาโควิด-19 ทำให้เกิด income shock ทำให้ปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ต่าง ๆ ที่ก่อไว้ได้ ส่งผลให้ตัวเลขหนี้เสียของกลุ่มเจนวายเพิ่มขึ้นชัดเจน”

เตือนภัย Buy Now Pay Later

นายสุรพลกล่าวว่า ประเภทสินเชื่อที่น่าเป็นกังวลมากที่สุดก็คือ “สินเชื่อส่วนบุคคล” ยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 2.5 ล้านล้านบาท ณ ไตรมาส 3/65 ตัวเลขเอ็นพีแอลอยู่ที่ราว 10.3% และตัวเลขที่กำลังจะเสีย (SM) อีก 2.9% รวม 2 ตัวนี้จะเพิ่มเป็น 13.2% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูง และผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะสร้างปัญหาในอนาคตคือบริการ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” (Buy Now Pay Later)

ซึ่งขณะนี้มีผู้ให้บริการออกมาโปรโมตการทำตลาด เพราะดอกเบี้ยจูงใจผู้ประกอบการ 25% ต่อปี สูงกว่าบัตรเครดิตที่อยู่ 16% ต่อปี ทำให้หลายบริษัทให้ความสนใจทำธุรกิจนี้ ซึ่งยิ่งเป็นการกระตุ้นการก่อหนี้เพื่อการบริโภค จับจ่ายซื้อสินค้าไม่จำเป็นมากยิ่งขึ้น

“หากดูในต่างประเทศมีรายงานออกมาว่า ถ้าจะเปิดให้สินเชื่อในลักษณะนี้จะต้องควบคุมให้ดี เพราะขณะนี้บริการประเภท Buy Now Pay Later กำลังเป็นปัญหาหนี้เสียสูงมาก แต่ประเทศไทยกำลังโปรโมต ซึ่งปัญหาของโปรดักต์นี้คือ ดอกเบี้ย หากเพดานดอกเบี้ย 15% ต่อปี ก็ถือว่าช่วยกลุ่มคนไม่มีสภาพคล่อง แต่ตอนนี้ใช้อัตราดอกเบี้ยส่วนบุคคลสูงถึง 25% ต่อปี”

กลุ่มเจนวาย (อายุ 25-42 ปี) มีปัญหาการจ่ายหนี้ไม่ไหวกลายเป็นเอ็นพีแอลมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้กลุ่มเจนวายกลายเป็นหนี้เสียสินเชื่อพีโลน 2.98 ล้านบัญชี (มูลหนี้1.18 แสนล้านบาท) จากสิ้นปี 2563 มีจำนวน 1.81 บัญชี (มูลหนี้ 7.99 แสนล้านบาท)

ปี’66 ปล่อยกู้บ้านยากขึ้น

นายสุรพลกล่าวว่า ส่วนสินเชื่อรถยนต์ในปี 2566 จะค่อนข้างเหนื่อย ส่วนหนึ่งมาจากแรงกดดันการควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่มีการกำหนดเพดานดอกเบี้ยรถใหม่ 10% ต่อปี รถใช้แล้ว 15% ต่อปี และรถจักรยานยนต์ 23% ต่อปี โดยในช่วง 9 เดือนแรกมีการอนุมัติสินเชื่อใหม่ 1.08 ล้านบัญชี โดยเป็นกลุ่มเจนวายประมาณ 6 แสนสัญญา และกลุ่มเจนเอ็กซ์ราว 4 แสนสัญญา ขณะเดียวกันเจนวายก็เป็นกลุ่มที่มีปัญหาในการชำระสินค้ามากที่สุด โดยปัจจุบันตัวเลขหนี้เสียของสินเชื่อรถอยู่ที่ 6.5%

สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 2.7 แสนสัญญา (หลัง) ซึ่งจากมาตรการสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ของ ธปท.ที่กำลังจะครบอายุในไตรมาสที่ 4 นี้ ทำให้จะเห็นการเร่งกู้และเร่งปล่อยสินเชื่อ โดยคาดว่าภายในปี 2565 จะมียอดการปล่อยสินเชื่อทั้งสิ้นราว 3.2 แสนสัญญา (หลัง) ซึ่งกลุ่มคนที่จะได้รับสินเชื่อจะอยู่ในกลุ่ม Gen Y วงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียม

โดยปัจจุบันสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีหนี้เสียราว 4% และมีหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษอีก 2% ซึ่งสิ่งที่ NCB กังวล คือสินเชื่อที่อยู่อาศัย บัญชีที่เริ่มมีปัญหาค้างชำระ 1-4 งวด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Gen Y ที่ตอนนี้มีสัญญาที่เป็นหนี้เสียแล้ว 1.2 แสนสัญญา (หลัง) ซึ่งมองไปข้างหน้าในปี 2566 คนที่จะได้รับอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะยากขึ้น ซึ่งจะต้องเป็นกลุ่มที่มีรายได้ 5 หมื่นบาทต่อเดือน

ขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิต ปีนี้มีฐานบัตรใหม่ราว 1.5 ล้านใบ คาดว่าสิ้นปีจะอยู่ที่ 2 ล้านใบ ปัจจุบันอัตราหนี้เสียอยู่ที่ระดับ 12.2% โดยตัวเลขหนี้เสียเริ่มลดลง เนื่องจากมาตรการของ ธปท.ที่ลดการผ่อนชำระขั้นต่ำจาก 10% ปัจจุบันเหลืออยู่ 3% ทำให้สินเชื่อประเภทนี้ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะชำระเลี้ยงค่างวดกันไปได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สัมภาษณ์พิเศษ หนี้เสีย (NPL)